วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ผลสำรวจชี้ชัดขาใหญ่วงการอสังหาฯกินรวบตลาดบ้านแสนล.

รศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลการสำรวจผลประกอบการของบริษัท อสังหาริมทรัพย์ในปี พ.ศ.2549 ว่า แม้ปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและการเมืองจะทำให้ธุรกิจอสังหาฯชะลอตัวลงแต่รายได้ โดยรวมของผู้ประกอบการกลับสูงถึงเกือบแสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2548 เล็กน้อย โดยแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีรายได้รวมสูง สุด แต่ลดลงจาก 23,923 ล้านบาทในปีก่อน เหลือเพียง 19,552 ล้านบาท เช่นเดียวกับอีกกว่าสิบบริษัทที่มีรายได้ลดลง แต่มีบางบริษัทที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ได้แก่ พฤกษาเรียลเอสเตท, แสนสิริ, ควอลิตี้ เฮ้าส์, เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้, แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์



รายงาน ผลประกอบการประจำปี 2549 ของ บริษัทอสังหาฯที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 24 บริษัท เฉพาะแลนด์ฯทำรายได้ สูงสุด 19,552 ล้านบาท เท่ากับ 1 ใน 5 ของรายได้รวมทุกบริษัท รองลงมาเป็นแสนสิริ 11,482 ล้านบาท เท่ากับ 1 ใน 10 ของรายได้รวมทุกบริษัท ใกล้เคียงกับอันดับ 3 คือ ควอลิตี้ เฮ้าส์ 11,115 ล้านบาท ส่วนพฤกษา เรียลเอสเตท และเอเชี่ยนฯ อยู่ในลำดับที่ 4 และ 5 ตามลำดับ มีรายได้ 8,203 และ 7,128 ล้านบาท คิดเป็น 7% และ 8% ของรายได้รวมทุกบริษัท กลุ่มที่มีรายได้ระดับ 4,000-5,000 ล้านบาท ได้แก่ แอล.พี.เอ็น.ฯ 5,020 ล้านบาท, ศุภาลัย 4,693 ล้านบาท และพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 4,533 ล้านบาท ที่เหลือเป็นกลุ่มที่มีรายได้อยู่ในระดับ 2,000-3,000 ล้านบาท



ทั้งนี้ เมื่อรวมรายได้ของทุกบริษัท พบว่ามียอดรวมมากกว่า 86,797 ล้านบาท คิดเป็น 91% ของรายได้ทุกบริษัทรวมกัน ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่เหลือเป็นบริษัทขนาดเล็กมีรายได้รวมกันไม่ถึง 10% ของยอดรายได้รวมทุกบริษัท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้ตลาดอสังหาฯของไทยตกอยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่





ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แนวทางการพัฒนาประเทศ


ปัญหาที่ประสบในปัจจุบัน

1. ความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
...............ความเป็นประชาธิปไตยเป็นรูปแบบใด ต้องดูลักษณะการเมือง การปกครองในประเทศนั้น เช่น
“เสรีประชาธิปไตย” เป็นแบบที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ปัจเจกชนทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ “สังคมนิยมประชาธิปไตย”
เป็นแบบที่ให้สิทธิแก่ปัจเจกชนมีสิทธิอิสระเสรีในการเลือกผู้ปกครองตามความต้องการของตน ส่วนทางด้าน
เศรษฐกิจรัฐเข้ามาแทรกแซง เพื่อความเป็นธรรมของผู้ด้อยโอกาส “ประชาธิปไตยนำวิถี” เป็นลักษณะการปกครองที่รัฐควบคุมการเมืองและเศรษฐกิจในสภาพของการเมืองการปกครองของไทยจะต้อง

เป็นลักษณะเฉพาะ.เนื่องจากเรามีพุทธศาสนาและมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปัจจุบันสภาพที่เป็นอยู่ คือ
    1. การปกครองในระดับท้องถิ่นยังไม่ได้รับการพัฒนา การบริหารการปกครองยังถูกควบคุมโดยระบบราชการ
      วิธีการยังไม่ยอมรับในแนวคิดที่ว่า “ประชาชนเป็นผู้รู้ดีถึงความต้องการ”
    2. การปกครองยังยึดศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง การบริหารการปกครองชอบใช้วิธีของเผด็จการ เช่น การสั่งปิด
      หนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย
    3. การเลือกตั้งยังมีการซื้อสิทธิขายเสียง ประชาชนถูกชี้นำโดยอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ การเลือกตัวแทน
      เพื่อไปทำหน้าที่ในการบริหารหรือตรารัฐธรรมนูญยังไม่เกิดจากตัวแทนปวงชนอย่างแท้จริง
ประชาธิปไตยที่แท้จริงประชาชนจะต้องมีความรู้สึกว่าได้ถูกปกครองน้อยที่สุด
2. การพัฒนาระบบเศรษฐกิจเสรี
    ............ระบบการค้าเสรีเป็นเครื่องมือของรัฐในการเปิดโอกาสให้บุคคลแข่งขันความรู้ความสามารถในการผลิตสินค้า
    และบริการในปัจจุบันโอกาสความเท่าเทียมของประชาชนไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุน ข้อมูลข่าวสาร การผลิต
    สินค้าจะตกอยู่กับผู้ที่มีทุนมาก มีโอกาสดี ดังนั้นจะผูกขาดการผลิตสินค้า การตั้งราคาผลสะท้อนเกิดขึ้นที่ผู้บริโภค คือ
    ประชาชนส่วนใหญ่ ต้องซื้อในราคาที่กำหนดและคุณภาพของสินค้าอาจจะไม่ดีเพียงพอ

    3. ปัญหาสังคม
    ...........แผนพัฒนาประเทศที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจให้ความสำคัญน้อยในด้านการพัฒนาสังคม
    สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ปัญหาที่ตามมา คือ ปัญหาโสเภณี การขูดรีดแรงงาน อาชญากรรม เป็นต้น

    4. ปัญหาการยอมรับจากนานาชาติ
    ...........แนวคิดในการลงทุนของประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ยอมรับนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลเผด็จการ
    เพราะการลงทุนจะขาดความมั่นคง ดังนั้นการกำหนดบทบาทและท่าทีทางการทูตกับนานาชาติต้องกระทำอย่าง
    ชาญฉลาด สร้างมโนทัศน์ที่ดีต่อประเทศต่าง ๆ ในโลก

5. ความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ
...........ในภาวะที่กำลังพัฒนาประชาธิปไตย กองทัพจะต้องประคับประคองการปกครองระบอบประชาธิปไตย
รักษาความมั่นคงในประเทศ ในขณะที่ทั่วโลกมีการแข่งขันทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ ....ประเทศที่เจริญแล้ว
สามารถดูดเอาทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศที่ด้อยพัฒนา.ดังนั้นโอกาสความเสียเปรียบด้านดุลการค้า และ
ฐานทางเศรษฐกิจของประเทศย่อมจะมีผลกระทบด้านความมั่นคงปลอดภัยของชาติ..... จึงเป็นปัญหาต่อการ
พัฒนาประเทศโดยตรง

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ
...........แนวโน้มโดยภาพรวมของการพัฒนาเศรษฐกิจจากการคาดหมายของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ในปี 2537 เศรษฐกิจจะขยายตัวสูงร้อยละ 8.2 ..ปัจจัยที่เป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจเคลื่อนตัวมากจาก
ปัจจัยภายใน ..คือ ..ประชาชนมีกำลังซื้อสูงมากกว่าปีที่ผ่านมา ..ในด้านการลงทุนในภาคเอกชนมีการขยายตัว
อย่างต่อเนื่อง... รัฐบาลได้เน้นการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคการส่งสินค้าออกต่างประเทศเพิ่มขึ้นเนื่องมาจาก
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรม ผลผลิตทางการเกษตรจะเพิ่มขึ้น ....ที่กล่าวมาแล้วเป็นภาพ
รวมของเศรษฐกิจของประเทศไทย

1. ประเทศไทยจะพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางใด จากสภาพที่เป็นอยู่แนวทางที่ประเทศไทยนำ
มาพัฒนาด้านเศรษฐกิจ คือ

....ก. ทฤษฎีแนวนีโอคลาสสิก (Neo-classical growth Theory) เป็นแนวพัฒนาเศรษฐกิจของบุคคลมี
รายได้สูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง

....ข. ทฤษฎีการสร้างความทันสมัย (Modernization Theory) สร้างความทันสมัยในเขตการเมือง
เป็นสำคัญ และแปลงสภาพของภาคเกษตร-ชนบท จากดั้งเดิมให้ทันสมัยขึ้น เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว
การกระจายผลประโยชน์ไปสู่ชนบทอย่างทั่วถึง (Tricle down)

....ค. การพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน (Integrated rural Development) การพัฒนาเศรษฐกิจตาม
แนวนี้จะมุ่งการส่งออกเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นแนวทางพัฒนาแบบกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่

2. แนวโน้มในอนาคต ประเทศไทยจะเลือกทางพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวไหน
      ..........แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาจะเห็นว่าทำให้เกิดปัญหา...โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทาง
      เศรษฐกาจ คนจนมากกว่าคนรวย การสร้างโอกาสมีเฉพาะกลุ่มเล็กของประเทศประมาณร้อยละ 20 เมื่อปัญหา
      เป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะแก้ปัญหาอย่างไรในอนาคต ประเทศไทยมีแนวโน้มเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้นแต่ปัจจัย
      และสิ่งแวดล้อมของประเทศยังมีทางเลือกที่จะตัดสินใจเลือกแนวทางได้ แนวทางที่จะเหมาะสมกับประเทศไทย
      ในการพัฒนาเศรษฐกิจคือใช้แนวทางพัฒนาแบบสมดุล (Balance development strategy).. เป็นแนวทางที่
      ภาคเกษตรในเมือง เป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมคือการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรชนบท การปรับปรุง
      คุณภาพชีวิตของคนในชาติ โดยเฉพาะผู้ยากจน ผู้ด้อยโอกาสและผู้ไร้อำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจ

      3. วิธีการในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในอนาคตวิธีการที่จะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย คือ
ก.สร้างงานสร้างอาชีพในชนบทเพิ่มรายได้แก่คนในชนบทและเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ข. กระจายการพัฒนาเมืองศูนย์กลางไปสู่ภูมิภาค การพัฒนาเมืองศูนย์กลางในภูมิภาคทำให้เกิดงาน ....อาชีพ และรายได้รวมทั้งการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
ค. การผลิตภาคเกษตร ต้องให้สอดคล้องกับภาวะการตลาด และการอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าในอนาคต
ง. พัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
...ในภูมิภาคอาเซียน APEC (Asian Pacific Economic cooperation) กลุ่มการค้าเสรีอาเซียน
...AFTA (Asian Free Trade Area) และกลุ่มการค้าเสรีอเมริกาเหนือ NAFTA (North American.Free Trade Area) ...ภาครัฐจะต้องดำเนินนโยบายให้ชัดเจน.เพื่อผลประโยชน์และการพัฒนา
...เศรษฐกิจ รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันกับกลุ่มประเทศต่าง ๆ ได้

จ. ส่งเสริมการนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้า
การพัฒนาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม
...............ผลจากแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมามีความไม่สมดุลการพัฒนาเน้นไปในด้านเศรษฐกิจ
ดังนั้นจึงทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาใช้ เพื่อให้
สนองการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เช่น ป่าไม้ แร่ การนำทรัพยากรมาใช้ ขาดการวางแผนในด้านปริมาณและการ
ทดแทน
... แนวทางที่จะพัฒนาความสมดุลของสิ่งแวดล้อม... การแก้ไขพวกมลพิษต่าง ๆ การตัดไม้ทำลายป่า
ดำเนินการดังนี้

    1. สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
    2. จัดควบคุมดูแลให้สามารถปฏิบัติตามแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แผนจัดอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน
      พันธุ์สัตว์ป่า ป่าชายเลน แหล่งปะการัง
    3. ลดความขัดแย้งของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การทำแผนเขตพื้นที่ทำเกลือสินเธาว์ กำหนดเขตพัฒนา
      ทรัพยากรแร่ในเขตป่าสงวน
    4. จัดตั้งระบบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การให้เกิดความเสมอภาคในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
      เช่น ปรับอัตราการใช้น้ำสำหรับภาคเอกชน และผู้ใช้น้ำในชลประทาน
การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
...............ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับสภาพชีวิตของคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม
การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ ความหมายของการพัฒนาเทคโนโลย ีคือ การพัฒนา
กำลังความสามารถทางเทคโนโลยีให้สูงขึ้นจนถึงระดับสามารถพึ่งตนเองได้

แนวทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยจะต้องดำเนินการดังนี้
    1. ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับงานเทคโนโลยีที่เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ เช่น
      การศึกษาเทคโนโลยีในการพัฒนาพันธุ์พืชทางการเกษตร หรือพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ
    2. พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือจะต้องมีแผนในการพัฒนาคนให้มีความรู้ ความสามารถ
      ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยผลิตนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
    3. ต้องมีการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    4. พัฒนาความพร้อมของชุมชนให้สามารถใช้ผลวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการเกษตรได้อย่าง
      เหมาะสม
    5. การรับเทคโนโลยีใหม่ต้องกลมกลืนเทคโนโลยีเก่า คือชุมชนจะต้องมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนั้นด้วย เช่น
      เทคโนโลยีในการผลิตซีเมนต์บล็อกในการก่อสร้าง ผู้ที่จะรับเทคโนโลยีจะต้องมีพื้นฐานในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
การพัฒนาจิตใจและพฤติกรรม
...............การพัฒนาจะต้องให้มีความสมดุลตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เกิดความไม่สมดุล
ในระยะที่ผ่านมา จะเน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่วนด้านสังคมและจิตใจและพฤติกรรมไม่เด่นชัด การพัฒนา
ความเจริญทางวัตถุต้องควบคู่กับความเจริญด้านจิตใจ ยิ่งความเจริญทางเทคโนโลยีมากเท่าไร สังคมสับสน
มากขึ้น ภาวะทางด้านจิตใจจะสับสนมากขึ้น

แนวทางการพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมมีดังนี้
    1. ส่งเสริมให้บ้าน วัด โรงเรียน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม มีบทบาทในการพัฒนาจิตใจมากขึ้น
    2. ส่ง เสริม และให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัว ให้มีบทบาทในการสร้างความรักความอบอุ่น รวมทั้งการปลูกฝังพฤติกรรมอันดีงามแก่สมาชิกในครอบครัว
    3. จัดสวัสดิการสำหรับผู้ด้อยโอกาส ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ทางเศรษฐกิจ เช่น การจัดสวัสดิการสงเคราะห์ การให้ทุนอุดหนุน การช่วยเหลือให้แก่ผู้ทุพพลภาพ รวมทั้งการสร้างโอกาสแก่ชีวิตสำหรับบุคคลเหล่านั้น
    4. ประสานงานระหว่างรัฐกับชุมชน จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ในรูปแบบการสาธารณสุข การประชาสัมพันธ์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาด้านความเป็นอยู่
การพัฒนาชนบท
...............ปี 2524 รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการพัฒนาชนบทให้ยึดถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน..โดยเน้นการ
ทำงานร่วมกัน ระหว่าง 4 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย
และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    1. หลักการสำคัญในการพัฒนาชนบท คือ เพิ่มขีดความสามารถของประชาชนในการ “ช่วยเหลือตนเอง”
      และ “การมีส่วนร่วม” ในการพัฒนาหมู่บ้านตนเอง โดยเน้นหลักการ ดังนี้
      1. ให้ความสำคัญพื้นที่ยากจนเป็นหลัก
      2. พัฒนาการกินอยู่ รวมทั้งการให้บริการพื้นฐานแก่ประชาชนในเขตยากจน เช่น ด้านสาธารณสุข การศึกษา
      3. พัฒนาให้ประชาชนรู้จัก “การพึ่งตนเอง”
      4. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
    2. แนวทางการพัฒนาชนบท...เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดช่องว่างของความแตกต่าง ระหว่างชนบท
      กับในเมือง การพัฒนาชนบทมีแนวทางดังนี้
      1. พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในชนบทจะต้องให้ความรู้ ให้การศึกษาฝึกอบรม วิชาชีพเฉพาะ โดยเน้นด้านเฉพาะ
        บุคคล กลุ่มคน
        ... และความสัมพันธ์ของกลุ่มในชนบท เป็นการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคุณภาพ
        ชีวิตให้ดีขึ้น
      2. การพัฒนาระบบบริหารการพัฒนาชนบท การพัฒนาชนบทจะได้ผลจะต้องพัฒนาแบบบริหารการพัฒนาชนบท
        โดยเน้นระบบความร่วมมือกันทุกหน่วยงาน ทุกระดับให้ประสานกัน เช่น จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และ
        จัด “ระบบการทำงานที่เสริมสร้าง” การช่วยเหลือตนเอง
      3. พัฒนาระบบสื่อสารเพื่อการพัฒนาชนบท ... หลักสำคัญในการพัฒนาการสื่อสารเพื่อการพัฒนาชนบท คือ การให้
        ข่าวสารที่ถูกต้องและการสร้างความสำเร็จในการแก้ปัญหา

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คาด อินเดียขึ้นแท่น"ประเทศที่มีประชากรที่สุดในโลก" หลังปี 2028

คาด อินเดียขึ้นแท่น"ประเทศที่มีประชากรที่สุดในโลก" หลังปี 2028




สหประชาชาติคาด ว่า อินเดียจะโค่นจีนในฐานะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกหลังปี 2028 เป็นต้นไป โดยทั้ง 2 ประเทศจะมีประชากรประเทศละ 1,450 ล้านคนในปี 2028 แต่ประชากรในจีนจะค่อยๆลดลง ในขณะที่ประชากรในอินเดียจะยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 


นอกจากนี้ สหประชาชาติยังคาดว่าจำนวนประชากรในโลกจะสูงขึ้นจาก 7,200 ล้านคนในปัจจุบันไปอยู่ที่ 9,600 ล้านคนในปี 2050 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่มากกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ โดยประชากรส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา และประชากรใน 49 ประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดในโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 900 ล้านคนในปี 2013 ไปสู่ราว 1,800 ล้านคนในปี 2050 ขณะที่ประชากรในประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง 

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สิทธิ์การถือครองที่ดินในประเทศไทย

                                                  
สิทธิ์การถือครองที่ดินในประเทศไทย

 
สิทธิ์การถือครองที่ดิน













 

1.ภ.บ.ท.5/ภ.บ.ท.6 ใบสร็จเสียภาษีบำรุงท้องที่
2.ส.ป.ก.4-01 หนังสือแสดงสิทธิ์การทำเกษตร ไม่มีสิทธิ์ขายแต่ตกเป็นมรดกลูกหลานได้
3.กสน. หนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดินทำกินในเขตนิคมสหกรณ์
4.สทก. หน้งสือแสดงสิทธิ์ที่ดินทำกินในเขตป่าสงวน
5.น.ศ.3 หนังสือให้เข้าใช้ในนิคมสร้างตนเอง
6.ใบเหยียบย้ำ เอกสารครอบครองที่ดินเก่าที่ให้บุคคลเข้าครอบครองบุกเบิกที่ดิน
7.ใบไต่สวน (น.ส.5) หนังสือแสดงการสอบสวนเพื่อการออกโฉนด
ใบ ไต่สวน หรือ น.ส.5 คือ ที่ดินนั้นได้มีการนำรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน มิใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เจ้าของที่ดินที่มีใบไต่สวนมีแต่เพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น ได้ให้ความหมายว่าเป็น หนังสือแสดงการสอบสวนเพื่อออกโฉนดที่ดิน และให้หมายความรวมถึงใบนำด้วย การออกโฉนดที่ดินจะต้องมีการทำใบไต่สวน ก่อนการออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องทำการเดินสำรวจรังวัด ในการเดินสำรวจนั้นเมื่อเดินสำรวจไปถึงที่ดินของผู้ใดที่มานำรังวัด ผู้ครอบครองที่ดินนั้นจะต้องนำเจ้าพนักงานที่ดินชี้แนวเขตที่ดินของตน ให้ความสะดวกและนำรังวัด เจ้าพนักงานที่ดินจะสอบสวนรายละเอียดเกี่ยวกับเขตที่ดินและสอบสวนว่าผู้ใด เป็นเจ้าของ ได้ที่ดินมาอย่างไร เมื่อใด ใครครอบครองที่ดินอยู่ มีหลักฐานสำหรับที่ดินหรือไม่ เมื่อได้ความว่าใครเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินก็จะใส่ชื่อผู้นั้นและจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดิน ที่ได้จากการเดินสำรวจรังวัดลงไว้ในใบไต่สวน เพื่อใช้เป็นหลักฐานข้อมูลในการทำโฉนดที่ดิน หลังจากนั้นจะประกาศให้มารับโฉนดที่ดินต่อไป
8.ใบจอง (น.ส.2) หนังสืออนุญาติให้เข้าใช้ที่ดินชั่วคราว
หนังสือ แสดงสิทธิ ที่ทางราชการออกให้เพื่อแสดงความยินยอมให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเป็น การชั่วคราว ผู้รับใบจองต้องเริ่มทำประโยชน์ในที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ได้รับใบจอง
9.ส.ค.1 หนังสือแสดงสิทธิ์การครอบครองที่ดินเปล่า
ส.ค.1 (ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน) เป็นหลักฐานแสดงว่าผู้ครอบครองเป็นผู้แจ้งว่าตนครอบครองที่ดินแปลงใด อยู่ แต่ส.ค.1นี้ไม่ใช่หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เป็นเพียงคำแจ้งความของราษฎรเท่านั้น ที่ดินที่มีส.ค.1จะไม่สามารถขายหรือยกให้ได้ แต่จะโอนกันได้เพียงแสดงเจตนาสละการครอบครองและไม่ยึดถือพร้อมส่งมอบให้ผู้ รับโอนไปเท่านั้นซึ่งผู้ครอบครองคนใหม่สามารถทำใบแจ้งการครอบครองที่ดินฉบับ ใหม่ได้
10.น.ส.3/น.ส.3ก. หนังสือรับรองการเข้าใช้ที่ดิน นำไปใช้ทำนิติกรรมได้
นส.3 (หนังสือรับรองการใช้ประโยชน์) หนังสือรับรองฉบับนี้คล้ายกับหนังสือรับรองข้างต้น เว้นแต่ระเบียบวิธีในการแจ้งสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ก่อนการโอนจะเกิดขึ้นจะ ต้องมี หนังสือแสดงเจตน์จำนงและจะประกาศแจก นส. 3 มีกำหนด 30 วัน ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงสถานภาพของที่ดินจะมีการจดทะเบียน
นส.3 ก (หนังสือรับรองการทำประโยชน์) หนังสือรับรองการทำฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่มีรายชื่อปรากฎอยู่ในหนังสือรับรอง เป็นบุคคลทีมีสิทธิถูกต้องในการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือโดยนัย คือ ซึ่งอาจจำหน่ายได้, ให้เช่า, ใช้ประโยชน์ในการจำนอง และอื่นๆ ผู้ถือหนังสือรับรองนี้ มาสามารถปล่อยที่ดินให้รกร้าง โดยไม่ดูแลนานเกินกว่า 12 ปี โฉนดและ นส 3 ก นี้ เป็นเอกสารสิทธิ์ที่แสดงว่าเจ้าของสามารถให้เช่าได้
 

11.โฉนด/น.ส.4 หนังสือสำคัญแสดงสิทธิ์การถือครองที่ดินอย่างถูกกฏหมาย
โฉนด กรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเจ้าของมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นอย่างสมบูรณ์ โฉนดจะมีการจดทะเบียน ณ กรมที่ดินประจำจังหวัดที่ทรัพย์สินตั้งอยู่และไม่จำเป็นต้องรอการโอน กรรมสิทธิ์ ซึ่งโฉนดที่ดินจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง การแบ่งเขตที่ดินสัมพันธ์กับการตรวจสอบระดับชาติ พร้อมทั้งทำเครื่องหมายโดยการติดตัวเลขเฉพาะลงบนที่ดิน ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวของกรมที่ดินที่จะใช้ระบบโฉนดเพื่อครอบคลุมที่ดิน ทั้งหมดในประเทศไทย

For more information at Department of land      http://www.dol.go.th/

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กรุงเทพฯผงาด รั้งอันดับ 1 สุดยอดเมืองน่าเที่ยวที่สุดของโลก


กรุงเทพฯผงาด รั้งอันดับ 1 สุดยอดเมืองน่าเที่ยวที่สุดของโลกตามผลสำรวจ บ.มาสเตอร์การ์ด จาก132ประเทศ ชี้เป็นเพราะประชาชนมีน้ำใจ ต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ย้ำรักษาตำแหน่งสำคัญกว่า
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส แบงคอก ถ.ราชดำริ  เขตปทุมวัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เดินทางมารับมอบตำแหน่งชนะเลิศอันดับหนึ่งเมืองท่องเที่ยวของโลกประจำปี 2556 จากการสำรวจของ MasterCard Worldwide Global Destination Cities Index 2013 ในงานผลสำรวจสุดยอดจุดหมายปลายทางของโลกประจำปี 2556 ของบริษัท  มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์
นายแมทธิว ไดรฟเวอร์ ประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท  มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์  กล่าวว่า การผลสำรวจจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางข้ามพรมแดนเข้าไปยัง เมืองต่างๆ ในปี 2556 รวมถึงอัตราค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวในเมืองจุดหมายปลายทาง ทั่วโลก ซึ่งไม่นับรวมค่าตั๋วเครื่องบินที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว นั้น ได้ผลสรุปออกมาว่า กรุงเทพฯได้เป็นสุดยอดเมืองท่องเที่ยวของโลกอันดับที่ 1 โดยมีคะแนนชนะกรุงลอนดอน จากประเทศอังกฤษ   ตามมาด้วยปารีส สิงคโปร์ และมหานครนิวยอร์ก ตามลำดับ  ทั้งนี้  จากผลสำรวจของบริษัท มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ ในครั้งที่ 3 นี้ทำให้เห็นว่า ในภูมิภาคแถบเอเชียแปซิฟิกกำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งจากผลสำรวจระบุว่าจาก 132 ประเทศทั่วโลกที่ติดอันดับนั้นมีถึง 42 เมืองที่มาจากทวีปเอเชีย ซึ่งกรุงเทพฯได้ครองอันดับ 1 ดังกล่าว ตามมาด้วยสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ฮ่องกง โซล เซี่ยงไฮ้ และกรุงโตเกียว  นอกจากนี้จากผลสำรวจในครั้งนี้ยังสามารถเป็นดัชนีชี้วัดได้อีกด้วยว่า ประเทศในแถบทวีปเอเชียโดยเฉพาะเมืองหลวงนั้นมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจที่ดี มาก โดยมีการคาดการณ์กันด้วยว่าในปี 2559 เมืองดูไบ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสตันบูล จากประเทศตุรกี ซึ่งเป็นสองประเทศในแถบเอเชียที่มาแรงในขณะนี้ อาจจะก้าวขึ้นมาแซงหน้าประเทศอย่างสิงคโปร์ นิวยอร์ค และปารีสได้ในที่สุด ซึ่งในจำนวนนี้ยังรวมไปถึงกรุงเทพฯที่มีการพัฒนาอย่างโดดเด่นในหลายๆด้านอีก ด้วย
           
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจแทนคนกรุงเทพฯที่เมืองสามารถคว้าตำแหน่งเมืองสุดยอดจุดหมายปลาย ทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยว ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯได้รับตำแหน่งนี้มาจากการที่ประชาชนมี น้ำใจ และให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเกิดความประทับใจจนมีการบอกต่อกัน ให้เดินทางมาสัมผัสความสวยงามของเมืองหลวงของไทยเป็นจำนวนมากขนาดนี้ และนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศจากทวีปเอเชียได้รับตำแหน่งเมืองน่าเที่ยวที่ สุดของโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตามถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่คนกรุงเทพฯและคนไทยต้องร่วมกันรักษา ภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อรักษาตำแหน่งนี้เอาไว้

ขอบคุณที่มา  http://www.dailynews.co.th/bkk/207456

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความแตกต่างระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมือง

สังคมไทย เป็น สังคมเกษตร โดยพิจารณาจากวิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และสภาพที่ตั้งของประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่า ชุมชนของคนไทยโดยทั่วไปเป็นชุมชน ในชนบทเป็นส่วนใหญ่ และมีชุมชนในเขตเมือง โดยเฉพาะในเมืองหลักของแต่ละภูมิภาคและเมืองหลวงของประเทศ อันได้แก่ เชียงใหม่ เป็นเมืองหลักของภาคเหนือ นครราชสีมา เป็นเมืองหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชลบุรีเป็นเมืองหลักของภาคตะวัน ออก สงขลาเป็นเมืองหลักของภาคใต้ และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย
สังคมชนบท เป็น ครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ครอบครัวเป็นหน่วยที่สำคัญทาง เศรษฐกิจ และมีลักษณะเบ็ดเสร็จช่วยกันทำงาน วัด เป็นสถานที่สำคัญอย่างหนึ่ง และมีอยู่มากมาย เพื่อใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ชาวชนบทส่วนใหญ่ยึด มั่นอยู่กับประเพณีเดิม ชาวชนบทเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชาวชนบทมีอัตราการ เกิดสูง ระดับการศึกษาและเทคนิคในอาชีพต่ำ เป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์กัน ตามประเพณี ชาวชนบทส่วนใหญ่ใช้เงินไปในพิธีกรรมต่างๆ ชาวชนบทมีระดับความคิด และความเข้าใจแคบ มักมองอยู่แต่เฉพาะเรื่องใกล้ๆ ตัว ค่านิยมชาวชนบทไทย การนับถือผู้ใหญ่ ยกย่องนักเลงหรือผู้มีอำนาจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จิตใจกว้างขวาง รู้จักบุญคุณ ไม่เอารัดเอาเปรียบและไม่เบียดเบียนเพื่อนบ้าน รักญาติพี่น้องและท้องถิ่น 
สังคมเมือง  เป็นครอบครัวมีความสัมพันธ์กันในลักษณะทุติยภูมิ  ความผูกพันกันในครอบครัวมีน้อย อาชีพของชาวเมืองมีมากมาย การเปลี่ยนแปลง ทางสังคมเป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นศูนย์รวมของการศึกษา การปกครอง ธุรกิจการค้าและอื่นๆ ชาวเมืองส่วนใหญ่ช่วยเหลือตนเองไม่ค่อยได้ เป็นสังคม ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยการอพยพเข้ามาในเมือง  คนในเมืองมีการแข่งขันแย่งชิงกันสูง  ค่านิยมความโอ่อ่า วัตถุนิยม
    
 

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศมายาวนานมากกว่า 200 ปี บนเส้นทางของกาลเวลาได้สร้างความเจริญเติบโต การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงให้แก่มหานครแห่งนี้อย่างมากมาย หลากหลายมิติ
บริบทของการพัฒนาของกรุงเทพมหานครมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด กับการพัฒนาประเทศ ภูมิภาค และโลก ในฐานะที่เป็นเมืองหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและของภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และได้ส่งผลให้กรุงเทพเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีห่วงโซ่อุป ทานที่กว้างขวางกว่าขอบเขตการปกครองในระดับท้องถิ่น
การเป็นศูนย์กลางของประเทศในทุกด้านมายาวนานทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การบริหาร การศึกษา การคมนาคม สื่อสารและการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องและกระจายเชื่อมโยงไปยังบริเวณ ปริมณฑล ต่างจังหวัด และประเทศเพื่อนบ้าน ตามการพัฒนาด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม
ในปี 2552 กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดในเอเชีย โดยสิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ 5 อันดับแรก ได้แก่ อาหารไทย โบราณสถานและโบราณวัตถุ อัธยาศัยไมตรีของคนไทย วัฒนธรรมประเพณีและศิลปะพื้นบ้าน และแหล่งช้อปปิ้ง
tmap19_bkk กรุงเทพมหานคร มีขนาดพื้นที่ 1,568 ตร.กม. ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 10 ล้านคน มีรูปแบบการบริหารเป็นเขตปกครองพิเศษ แบ่งพื้นที่การบริหารเป็น 6 พื้นที่  มีเขตการปกครองรวม 50  เขต  ดังนี้  
  • พื้นที่กรุงเทพฯกลาง ประกอบด้วย 9 เขต ได้แก่ เขตพระนคร เขตดุสิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง เขตพญาไท เขตราชเทวี และเขตวังทองหลาง
  • พื้นที่กรุงเทพฯเหนือ ประกอบด้วย 7 เขต ได้แก่ เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตลาดพร้าว เขตหลักสี่ เขตดอนเมือง เขตสายไหม และเขตบางเขน
  • พื้นที่กรุงเทพฯตะวันออก ประกอบด้วย 8 เขต ได้แก่ เขตบางกะปิ เขตสะพานสูง เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว เขตลาดกระบัง เขตมีนบุรี เขตหนองจอก และเขตคลองสามวา
  • พื้นที่กรุงเทพฯใต้ ประกอบด้วย 11 เขต ได้แก่ เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสาทร เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา เขตคลองเตย เขตวัฒนา เขตพระโขนง เขตสวนหลวง เขตบางนา และเขตประเวศ
  • พื้นที่กรุงธนฯเหนือ ประกอบด้วย 8 เขต ได้แก่ เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตจอมทอง เขตบางกอกใหญ่ เขตบางกอกน้อย เขตบางพลัด เขตตลิ่งชัน และเขตทวีวัฒนา
  • พื้นที่กรุงธนฯใต้ ประกอบด้วย 7 เขต ได้แก่ เขตภาษีเจริญ เขตบางแค เขตหนองแขม เขตบางขุนเทียน เขตบางบอน เขตราษฎร์บูรณะ และเขตทุ่งครุ
คลิกหัวข้อข้างล่างนี้เพื่อเปิดดูรายละเอียด คลิกอีกครั้งเพื่อปิดรายละเอียด

โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ของกรุงเทพมหานคร 

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีบรรยากาศต่างๆที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ มากกว่าพื้นที่ใดๆในประเทศไทย (มูลนิธิเพื่อสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ พ.ศ. 2548) เนื่องจากมีความได้เปรียบพื้นที่อื่นๆในเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ระบบการเงิน การบริหาร และการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบการจัดอันดับเครือข่ายการให้บริการของโลกซึ่ง จัดโดย Brooking Institution ได้จัดให้กรุงเทพฯอยู่ในอันดับที่ 7 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 28 ของโลก ซึ่งยังเป็นรองเมืองหลักอื่นๆ เช่น ฮ่องกง โตเกียว สิงคโปร์ ไทเป จาการ์ตา และกัวลาลัมเปอร์ ( แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 12 ปี : พ.ศ. 2552 – 2562) เนื่องจากกรุงเทพฯเป็นที่รวมของโครงสร้างพื้นฐานในการประกอบธุรกิจที่ สมบูรณ์ รวมทั้งเป็นแหล่งตลาดขนาดใหญ่ จึงดึงดูดให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การบริการและการค้าขายนานาชนิด เกือบครบทุกประเภท
ในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ  ระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการ เพิ่มขึ้นของประชากรในเขตกรุงเทพฯอย่างรวดเร็วได้ มีการประมาณการความต้องการของประชาชนที่เดินทางในกรุงเทพฯถึงวันละ 18 ล้านเที่ยว ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากแปลงเกษตรกรรมขนาดใหญ่มาเป็น การใช้ประโยชน์ที่ดินแบบเมืองโดยไม่มีการวางแผนรองรับอย่างเหมาะสม ส่งผลให้พื้นที่ถนนในกรุงเทพฯ มีปริมาณต่ำกว่ามาตรฐานของความเป็นเมืองที่มีการเดินทางอย่างสะดวก กล่าวคือ กรุงเทพฯ มีพื้นที่ถนนประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่เมืองทั้งหมด ในขณะที่มหานครโตเกียวมีพื้นที่ถนนคิดเป็นร้อยละ 23 และมหานครนิวยอร์กมีพื้นที่ถนนคิดเป็นร้อยละ 38 ของพื้นที่เมือง กรุงเทพฯมีระบบขนส่งมวลชนบนรางมีเพียงประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณการเดินทางทั้งหมด ในขณะที่ระบบขนส่งมวลชนส่วนใหญ่ยังใช้เส้นทางร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคล ดังนั้นการแออัดด้านการจราจรเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการประกอบอาชีพใน กรุงเทพฯ
เมื่อพิจารณาบทบาทในเชิงเศรษฐกิจจะเห็นว่าตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด หรือ GPP  สูงที่สุดของประเทศไทยมาโดยตลอด  ในปี 2551 กรุงเทพมหานครมี GPP จำนวน 2,290,158 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ  25.2 ของ GDP ของประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานครเกิดจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคการ ค้าและภาคบริการเป็นส่วนใหญ่


โครงสร้างทางสังคมของกรุงเทพมหานคร
 

การเติบโตของกรุงเทพมหานครก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทาง สังคมอย่างกว้างขวาง การขยายตัวทางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเป็นไปในลักษณะกระจัดกระจายแผ่ขยายไป ตามโครงข่ายระบบบริการพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะตามแนวถนนสายหลัก ทำให้เกิดปัญหาความแออัดของที่อยู่อาศัย กิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ปัญหาการจราจร  และปัญหาการเพิ่มขึ้นของมลพิษ
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองรองรับการอพยพของแรงงานที่สำคัญที่สุดทั้งจาก ภูมิภาคต่างๆในประเทศและจากต่างประเทศ ประชากรแฝงเหล่านี้ได้ผสมผสานการดำเนินชีวิตกลมกลืนเป็นประชากรในเมือง ซึ่งมีความผูกพันกับพื้นที่ที่อยู่อาศัยน้อย  การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม มักเกิดขึ้นโดยผ่านระบบสื่อสารสมัยใหม่ เช่น สถานีวิทยุ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต มากกว่าการความสัมพันธ์ด้านพื้นที่


โครงสร้างทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองโตเดี่ยวมาเป็นเวลานาน เป็นแหล่งรวมของการเคลื่อนย้ายผู้คนและกระแสวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดังนั้นในด้านวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของกรุงเทพจึงมีลักษณะของวัฒนธรรมเมือง ที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมโลกอย่างเต็มรูปแบบ  มีลักษณะปัจเจกนิยม ตัวใครตัวมัน หรือสภาพพื้นที่ต่างใจตามความต้องการ  มีวิถีชีวิตที่รีบเร่ง วัฒนธรรมเสมือนจริงหรือโลกของอินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลสูง เกิดเครือข่ายทางความคิด ความเชื่อ การแลกเปลี่ยนความรู้ หรือการรวมกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ หรือถิ่นที่อยู่
ทุนทางวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานครมีทั้งทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งได้แก่ภูมิปัญญาไทย ประวัติศาสตร์  ศิลปวัฒนธรรม  และสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลก พระบรมมหาราชวัง  วัดวาอาราม   พระพุทธรูป และทุนทางวัฒนธรรมสมัยใหม่ซึ่งเปิดพื้นที่สำหรับแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ตามกระแสโลก  อาทิ  ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ  โรงละครเวที หอศิลปะ ศูนย์วัฒนธรรม ห้องแสดงภาพ ตลาดน้ำ ตลาดนัด ตลอดจนถนนสายต่างๆที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่ เช่น จตุจักร-ตลาดนัดห่วงโซ่ธุรกิจสร้างสรรค์ สยามสแควร์-ที่แจ้งเกิดของแบรนด์แฟชั่นไทย หรือทาวน์อินทาวน์ -เมืองโฆษณาและภาพยนต์เป็นต้น


ภาพในอนาคตและยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร
 

ในการวางภาพในอนาคตของกรุงเทพมหานคร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรุงเทพมหานครได้ศึกษาและจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร โดยใช้กรอบการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งมองภาพอนาคตของกรุงเทพฯทั้งในบริบทของการเป็นภาคมหานคร (กรุงเทพและปริมณฑล)  การเป็นศูนย์กลางของประเทศไทย   และการเป็นมหานครที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 12 ปี : พ .ศ. 2552 – 2562  ได้วาดภาพกรุงเทพฯ ในอนาคต ไว้ดังนี้  
ในระยะ 5 ปี กรุงเทพฯ จะเป็นมหานครที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณสถานที่ได้รับการบูรณะฟื้นฟู เป็นมหานครสีเขียวที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม พร้อมทั้งมีระบบคมนาคมขนส่งที่สะดวกและเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคเพื่อรองรับ การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบริการที่เชื่อมโยงกันใน กลุ่มอาเซียน โดยมีบทบาทเป็นมหานครชั้นนำระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและเป็นมหานครชั้นนำ ด้านการคมนาคมขนส่งทางอากาศ การค้าและบริการการสาธารณสุขและการแพทย์ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในระยะ 15 ปี กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งระดับภูมิภาค เพื่อกระจายความเจริญของภาคมหานครไปสู่พื้นที่โดยรอบ และเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ พร้อมทั้งเป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมสะอาดปราศจากการก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่ง แวดล้อม ซึ่งอยู่บนพื้นฐานการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมในอนาคตและเป็นศูนย์กลาง สุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ประชากรกับสิ่งแวดล้อม

ประชากรกับสิ่งแวดล้อม
     ประชากร หมายถึง ประชาชนหรือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ถ้าบริเวณนั้นก็เป็นชุมชนขนาดเล็ก เช่น หมู่บ้น ตำบล เป็นต้น แต่ถ้าบริเวณใดมีประชากรอาศัยอยู่มากบริเวณนั้นก็เป็นชุมชนขนาดใหญ่ เช่น จังหวัด ประเทศ เป็นต้น
1.  องค์ประกอบของประชากร
     องค์ประกอบของประชากร หมายถึง คุณลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างประชากร องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
     1)  องค์ประกอบด้านอายุและเพศ  เป็นการศึกษาถึงเพศและวัยของประชากร ทั้งนี้เพราะอายุและเพศต่างก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเกิด การเจ็บป่วย การตาย การย้ายถิ่น ภาวะแรงงาน เศรษฐกิจ การเลื่อนฐานะทางสังคม และอื่น ๆ อีกมากมาย
     2)  องค์ประกอบด้านสถานภาพการสมรส  การสมรสเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประชากร และการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ เพราะการสมรสจะมีต่อการเกิดเป็นประการแรก และยังมีผลต่อการเจ็บป่วย การตาย การย้ายถิ่น อีกด้วย
     3)  องค์ประกอบด้านการศึกษา  การศึกษาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน และมีผลทำให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศ การศึกษานั้นไม่จำเป็นจะต้องเกิดในชั้นเรียนเสมอไป แต่อาจเป็นการศึกษานอกระบบโรงเรียนก็ได้
     4)  องค์ประกอบด้านอาชีพและรายได้  อาชีพและรายได้เป็นตัวกำหนดคุณภาพชีวิตของประชากรได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าประชากรมีอาชีพที่ไม่สามารถหารายได้มาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวแล้ว จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชากรมีคุณภาพต่ำลง
2.  การเปลี่ยนแปลงประชากร
     การเปลี่ยนแปลงประชากร หมายถึง การเปลี่ยนแปลงขนาดหรือจำนวนประชากรในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ในระยะเวลาที่กำหนด การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้แก่
     1)  การเกิด เป็นผลให้ประชากรเพิ่มขึ้น ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด ได้แก่
          (1)  อายุแรกสมรส และการอยู่ร่วมกันของคู่สมรส ถ้าคู่สมรสอายุน้อยไม่รู้จักวางแผนครอบครัว จะทำให้มีโอกาสมีลูกหลายคนสูงมาก
          (2)  ความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจของคู่สมรส ถ้ามีความสมบูรณ์สูงจะทำให้มีโอกาสมีบุตรได้สูงมากกว่าคู่สมรสที่ไมม่มีความ พร้อมในด้านร่างกายและจิตใจ
          (3)  ค่านิยมเกี่ยวกับจำนวนบุตรและเพศของบุตร ถ้ามีค่านิยมต้องการมีบุตรน้อยก็จะมีการควบคุมจำนวนบุตร และค่านิยมเกี่ยวกับเพศของบุตร ถ้ายังไม่ได้เพศของบุตรตามที่ต้องการ ก็จะมีบุตรไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เพศของบุตรตามต้องการ
          (4)  ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อทางศาสนา มีอิทธิพลต่อการเกิด
          (5)  ภาวะเศรษฐกิจและสังคม ในประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศจะมีอัตราการเกิดต่ำ และประเทศที่กำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศจะมีอัตราการเกิดสูง
     2)  การตาย เป็นผลให้ประชากรลดลง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตาย ได้แก่
          (1)  รายได้และอาชีพ ผู้ที่มีรายได้ดีย่อมมีโอกาสในการได้รับการดูแลรักษา โรคภัยไข้เจ็บดีกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้แรงงานมากหรืออาชีพที่ต้องเสี่ยงอันตรายมักจะมีอายุ สั้น เช่น กรรมกร ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน เป็นต้น
          (2)  สถานภาพสมรส คนที่สมรสจะมีอัตราการตายน้อยกว่าคนที่เป็นโสด
          (3)  สภาพของสิ่งแวดล้อม ชุมชนที่อยู่อาศัย ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะเป็นพิษจะมีอัตราการตายสูงกว่าผู้ที่ อยู่ในบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมดี
          (4)  การแพทย์และสาธารสุข ถ้าท้องถิ่นที่ใดมีความเจริญในด้านการแพทย์และสาธารณสุข จะมีอัตราการตายน้อย
          (5)  อายุ เพศ เชื้อชาติ จะพบว่า ทารกวัยแรกเกิดจะมีอัตราการตายสูง เช่นเดียวกับผู้ที่มีอายุมาก จากการสำรวจพบว่าชายจะมีอายุสั้นกว่าหญิง
     3)  การย้ายถิ่น คือ การย้ายที่อยู่จากที่แห่งหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง การย้ายถิ่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประชากร คือ ถิ่นที่มีประชากรย้ายออกไป จำนวนประชากรจะลดลง และถิ่นที่มีประชากรย้ายเข้ามา จำนวนประชากรจะมากขึ้น
     ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการย้ายถิ่นออก ได้แก่
     1)  การลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้ต้องไปหาแหล่งที่มีทรัพยากรมากกว่า
     2)  ปัญหาทางด้านรายได้และอาชีพ ทำให้ต้องย้ายไปหาถิ่นที่ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงอาชีพทำให้ต้องย้ายถิ่นออกไป
     3)  เกิดภัยธรรมชาติที่ทำให้บ้านเรือน เรือกสวนไร่นา และทรัพย์สินอื่น ๆ เสียหายจึงต้องอพยพไปหาที่อยู่ใหม่
     4)  ปัญหาขาดความปลอดภัยและความเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องไปอยู่ในแหล่งที่ให้ความปลอดภัย และมีความเป็นธรรมมากกว่า
     5)  ปัญหาการขาดแคลนสถานศึกษา ทำให้ต้องย้ายไปหาแหล่งที่มีสถานการศึกษาที่สูงกว่า และดีกว่า
     ปัจจัยในการดึงดูดให้คนย้ายถิ่นเข้า ได้แก่
     1)  โอกาสของการมีงานทำสูงกว่า และมีอาชีพให้เลือกมากกว่า ซึ่งมักจะอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ จึงทำให้มีคนในชนบทอพยพเข้าเมืองกันมากขึ้น
     2)  โอกาสที่จะยกฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับตนเองและคนในครอบครัวมีสูง
     3)  โอกาสในด้านการศึกษาและฝึกฝนอาชีพ
     4)  ความดึงดูดใจในสภาพแวดล้อมและความปลอดภัย
     5)  กาย้ายตามคู่สมรส บุตร บิดามารดา
3.  ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการย้ายถิ่น
     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการย้ายถิ่นของประชากร
 มีหลายสาเหตุด้วยกัน แต่ในที่นี้จะยกตัวอย่างปัจจัยหลักที่สำคัญ ดังนี้
     1)  ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร โดยเฉพาะการย้ายถิ่น กล่าวคือท้องถิ่นใดมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มีสิ่งแวดล้อมดี มีช่องทางในการทำมาหากินดีกว่าที่อยู่เดิม ก็จะเป็นเหตุจูงใจให้คนในท้องถิ่นอื่นเข้ามาอยู่อาศัย แต่ถ้าท้องถิ่นใดมีทรัพยากรน้อย สภาพแวดล้อมแห้งแล้งทุรกันดาร มีโรคระบาด ก็จะทำให้ประชากรอพยพย้ายถิ่นออกไป
     2)  ความหนาแน่นของประชากร ท้องถิ่นใดมีจำนวนประชากรอยู่อาศัยกันหนาแน่น ย่อมจะเกิดปัญหาการแย่งงาน แย่งที่ทำกิน ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ก็จะเป็นสาเหตุให้ประชากรอพยพจากท้องถิ่นนั้นไปอยู่ในท้องถิ่นอื่น
     3)  คุณภาพของคน บุคคลที่ความรู้ ความชำนาญ และมีประสบการณ์ ย่อมได้เปรียบในการเลือกอาชีพที่เหมาะสมและดีกว่า มีคุณภาพชีวิตหรือสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ดังนั้นคนจึงต้องเสาะแสวงหาวิชาความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประชากร
4.  ผลกระทบจากการย้ายถิ่นของประชากร
     พื้นที่ที่มีประชากรย้ายออกมาก
     
1)  ทำให้ขาดแคลนแรงงาน ในวัยหนุ่มสาวซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาท้องถิ่น
     2)  วัฒนธรรมและประเพณีในท้องถิ่น บางอย่างเปลี่ยนแปลงไป และอาจสูญหายไป เพราะไม่มีผู้สืบทอด
     พื้นที่ที่มีประชากรย้ายเข้ามาก
    
1)  เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น ขาดแคลนพื้นที่เพาะปลูก
     2)  เกิดปัญหาด้านสังคม เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย
     3)  เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาขยะมูลฝอย น้ำเสีย อากาศเป็นพิษ