วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ของบริษัทผู้ผลิตผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ระดับราคากลาง – บน ในเขตกรุงเทพมหานคร (ตอนบนฝั่งขวา)

บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดในการเลือก ซื้อที่อยู่อาศัย 2) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อปัจจัยด้านทัศนคติในการเลือกซื้อที่ อยู่อาศัย 3) ศึกษาถึงปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย 4)ศึกษาถึงปัจจัยด้านทัศนคติในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ซื้อที่อยู่อาศัยจ านวน 272 รายจากโครงการผู้พัฒนาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร (ตอนบน ฝั่งขวา) โดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย มีอายุระหว่าง 31 – 40 ปี อาศัยอยู่เป็นครอบครัวมากกว่าอยู่คนเดียว ระดับการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี อาชีพของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ประเภทของธุรกิจที่ของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจเกี่ยวกับอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในแบบสอบถาม รายได้เฉลี่ยต่อเดือนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ระหว่าง 20,001 – 40,000 บาท ประเภทของที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ คือ บ้านเดี่ยว และ ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น โดยส่วนใหญ่แล้วในครอบครัวจะมีสมาชิกภายในครอบครัว จ านวน 2 – 3 คน รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความสนใจในเรื่องของ การท่องเที่ยว/เดินทาง ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความต้องการ คือ ช่องการทางการรับข่าวสารผ่านทาง ใบปลิว โบรชัวร์ เป็นเอกสารน าเสนอข่าวสารต่างๆ จากบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ส าหรับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สิ่งแรกที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ง่ายที่สุดนั้น คือการประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการขาย ปัจจุบันเน้นทางด้านป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงส าหรับสื่อด้านดังกล่าว แต่ในด้านของอีเมล์ ยังไม่มีการส่งตรงถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อเสนอโครงการบ้านที่จะเกิดขึ้น ใหม่ในอนาคต หรือรายการส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กลับกลุ่มเป้าหมาย
This independent study designed to study 1) the demographic affecting marketing mix in buying housing 2) demographic affecting attitudes to buy housing 3) marketing mix affecting buying housing 4) attitude to choosing residents. The samples include people who purchase a residential from anonymous real estate development company in Bangkok. 272 samples was collected and analyzed by statistical program.
The results showed majority of respondents were male with house possessor, aged between 31-40 years. Form of housing most respondents, live as family, Education level is higher degree, works with private company. The average monthly income of respondents is between 20,001 to 40,000 baht. They like detached house or two storey town-house. There are 2 or 3 members in family. Their life style is tourism/travel. They prefer to get real-estate developer information from brochures and flyers paper.
To reach a customer, the company ought to publish a sale promotion with bill board, banner, and press. The implementation email may be a new instruction to stimulus customer for this market.
DOWNLOAD : The Demographics of One Real Estate Development Company Area of Bangkok and Price Level Middle to High That Influence their Choice of Resident
Tags: , ,
Posted in Thesis, คณะบริหารธุรกิจ (Business Administration

ที่มา  http://www.research.rmutt.ac.th/archives/3838

การประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ขั้นต้น โดยใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์บนเว็บ

         ปัจจุบัน นี้การจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อเอา ไว้อ้างอิงค้นคว้าและสือค้นภายหลัง จะจัดเก็บในรูปเอกสารเช่นข้อมูลเชิงบรรยายที่เป็นตัวอักษรข้อมูลรูปภาพ ข้อมูลแผนที่ของราคาประเมินทรัพย์สิน หากผู้ใช้งานต้องการข้อมูลของทรัพย์สินหรือข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการ วิเคราะห์มูลค่าทรัพย์สิน หากผู้ใช้งานต้องการข้อมูลของทรัพย์สินหรือข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการ วิเคราะห์ของมูลค่าทรัพย์สิน การสืบค้าข้อมูลดังกล่าวทำได้โดยการตรวจหาตำแหน่งจากแผนที่กระดาษ การจัดเก็บข้อมูลก็จะแยกการจัดเก็บซึ่งยุ่งยากต่อการจัดเก็บและการค้นคืน

หาก มีข้อมูลหลายชุด ปริมาณก็มากขึ้นตามลำดับ ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง พื้นที่ ข้อมูลจะถูกนำมาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกัน สามารถนำมาปรับใช้จัดเก็บข้อมูลคุณลักษณะต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน มูลค่าทรัพย์สินและสามารถทำการซ้อนทับกับข้อมูลพื้นฐานรวมถึงข้อมูลภาพถ่าย ดาวเทียม เพื่อประกอบการพิจารณามูลค่าทรัพย์สินเพราะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางด้าน กายภาพได้ชัดเจน เช่นลักษณะของทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมสีผังเมืองของทรัพย์สินที่ประเมิน และเนื่องจากปัจจุบันได้มีการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆที่สามารถใช้งานบน เว็บไซต์โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม

ใน สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้นำเทคโนโลยีทางด้านระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ด้วยซอฟแวร์รหัสเปิดของ Google Map และโปรแกรมภาษา Php Java script และ MySQL มาพัฒนาและประยุกต์การใช้งานการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรพย์เบื้องต้น เพื่อมุ่งเน้นให้การทำงานมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ในการศึกษาได้พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้งานบนอินเตอร์เน็ตเพื่อใหเเจ้าหน้า ที่ประเิมินมูลค่าทรัพย์สินทดลองใช้โดยมีคุณสมบัติที่สามารถจัดเก็บข้อมูล ต่างๆรวมถึงการวิเคราะห์ราคาประเมินเบื้องต้น ผลการวัดผลความพึงพอใจจากการใช้งานพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดี




            ฝากมาให้เพื่อนอ่านเพื่อเป้นเเนวทางในการศึกษาวิชาการเคหะและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเรื่องอสังหาริมทรัพย์กับเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ได้ในรายรูปแบบ และจากตัวอย่างงานวิจัยข้างต้นน้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนได้ต่อไป 

ปล.ขอบคุณบทความดีๆที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อไปครับ
 

 http://www.mgis.mut.ac.th/

 

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

อุทัยบ้านผมที่ดินถูกที่สุดในประเทศ

เหลือเชื่อ! ราคาที่ดิน ‘ถูกที่สุด’ ในประเทศไทย ตร.ว.ละ 10 บาท?


เป็นประจำทุกๆ 3 ปี กรมธนารักษ์ จะต้องเผยราคาประเมินที่ดินใหม่ อย่างล่าสุด เตรียมประกาศบังคับใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่รอบบัญชีปี 2555-2558 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 หลังจากถูกเลื่อนมากว่า 6 เดือน เนื่องจากเหตุอุทกภัยอย่างที่ทุกคนทราบกันดี
หากเปรียบเทียบกับราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีปี 2551-2554 จะเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมทั่วประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 21.34 เฉพาะกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงร้อยละ 17.13 ภูมิภาคร้อยละ 21.40 ส่วนการแยกเป็นภาคต่างๆ พบว่า ภาคใต้มีการเปลี่ยนแปลงสูงสุดที่ร้อยละ 32.25 ภาคตะวันออกร้อยละ 26.04 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 22.58 ภาคเหนือร้อยละ 14.84 ภาคตะวันตกร้อยละ 15.55 และภาคกลางร้อยละ 12.90
ก่อนจะไปทราบราคาประเมินที่ดินใหม่ ว่า บริเวณใดของจังหวัดไหนแพงริบลิ่ว ลองทราบราคาที่ถูกที่สุดกันก่อน โดยสาเหตุที่ทำให้มีราคาไม่มากนั้น มักเป็นเพราะมีลักษณะเป็นที่ดินตาบอด หรือไม่มีทางเข้า-ออก
และครั้งนี้ พบว่า ราคาประเมินที่ดิน ราคาต่ำสุดในประเทศอยู่ที่ 10 บาท/ตารางวา ซึ่งก็คือ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และที่อำเภอดอยหล่อ แม่แจ่ม และกัลยาณิวัฒนา ของจังหวัดเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่กรุงเทพฯ ราคาต่ำสุดอยู่ที่ "เขตบางขุนเทียน" เป็นที่ดินบริเวณชายทะเล อยู่ที่ 500 บาท/ตารางวา
สำหรับราคาต่ำสุดในแต่ละภูมิภาค เริ่มจาก "ภาคใต้" อยู่ที่ 25 บาท/ตารางวา พื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา "ภาคตะวันออก" ราคาอยู่ที่ 25 บาท/ตารางวา มี 2 จังหวัด คือ อำเภอขลุง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี และอำเภอตาพระยา และอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว
"ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" ราคา 25 บาท/ตารางวา มี 2 จังหวัด ประกอบด้วย 4 อำเภอ ของจังหวัดมุกดาหาร ที่อำเภอเมือง อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอคำชะอี และอำเภอดงหลวง และ 2 อำเภอ ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอกุดข้าวปุ้น "ภาคตะวันตก" ราคาอยู่ที่ 20 บาท/ตารางวา ที่อำเภอสังขละบุรี และอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
ด้านราคาประเมินแพงริบลิ่ว หนีไม่พ้นย่านใจกลางเมืองกรุง แชมป์รอบนี้อยู่ที่ "ถนนสีลม" จากแยกศาลาแดง-แยกนราธิวาสราชนครินทร์ 850,000 บาท/ตารางวา เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากตารางวาละ 650,000 บาท
ขณะที่ "ถนนราชดำริ" ตั้งแต่แยกราชประสงค์-คลองแสนแสบ และ "ถนนพระรามที่ 1" ตั้งแต่แยกปทุมวัน-แยกราชประสงค์มีราคา 800,000 บาท/ตารางวา จากเดิมตารางวาละ 350,000 บาท
ตลอดสายของ "ถนนเพลินจิต" ขยับเพิ่มจาก 430,000 บาท/ตารางวา เป็น 800,000 บาท "ถนนราชดำริ" จากแยกศาลาแดง-แยกราชประสงค์ จาก 350,000 บาท/ตารางวา เป็น 700,000 บาท และ "ถนนเยาวราช" ตลอดสาย จาก 550,000 บาท/ตารางวา เป็น 700,000 บาท
ในต่างจังหวัดที่ดินราคาขยับแพงสูงสุด คือ "ภาคใต้" ราคา 400,000 บาท/ตารางวา ที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ถนนประชาธิปัตย์ และถนนเสน่หานุสรณ์ ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ตามด้วย "ภาคเหนือ" 250,000 บาท/ตารางวา ติดถนนวิชยานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ "ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" 200,000 บาท/ตารางวา ติดถนนศรีจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
"ภาคกลาง" 150,000 บาท/ตารางวา ประกอบด้วย 2 จังหวัด คือ นนทบุรี ติดถนนงามวงศ์วาน และอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ติดถนนศรีสมุทร ถนนประโคนชัย ถนนด่านเก่า และถนนกายสิทธิ์หรือตลาดปากน้ำ
และ "ภาคตะวันออก" มีราคา 150,000 บาท/ตารางวา บริเวณถนนเลียบหาดพัทยา (ถนนพัทยาสาย 1) อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี "ภาคตะวันตก" 150,000 บาท/ตารางวา เป็นที่ดินติดชายทะเล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เมื่อทราบกันแล้ว หากสนใจจะซื้อหาที่ดินราคาสูงสุด ต่ำสุด หรือกลางๆ ก็ขึ้นอยู่กับทุนทรัพย์ของแต่ละท่านนั่นเอง หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมลองปรึกษากรมธนารักษ์ดู.

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

เปรียบเทียบการลงทุนอสังหาริมทรัพย์กับการลงทุนอื่น (หามาให้อ่านกันเล่นๆ)

ช่วงช่วง กับ หลินฮุ้ย เป็นเพื่อนกัน ทั้งคู่ทำงานบริษัทเอกชน
ต่างก็เก็บเงินได้คนละ 5 แสนบาท ทั้งคู่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
เนื่องจากเห็นว่าดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยเหลือเกินราว 1%

ช่วงช่วง หัวอนุรักษ์ ไม่ชอบความเสี่ยง จึงตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง
ซึ่งรับประกันผลตอบแทน 8 % เท่ากับว่า ช่วงช่วงได้เงินจากการลงทุนอสังหาฯนี้ 4 หมื่นบาทต่อปี หรือเดือนละ 3,333 บาท
ส่วนหลินฮุ้ย เห็นว่า มีคอนโดแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ตกแต่งพร้อมอยู่ ประกาศขายในราคา 5 ล้านบาท
ดูจากทำเลที่ตั้ง และสภาพอาคารแล้ว ห้องนี้น่าจะได้ค่าเช่าอย่างน้อยเดือนละ 30,000 บาท
1 ปี เท่ากับ 360,000 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Yield) ราวๆ 7%

ช่วงช่วงได้ทักท้วงว่า Yield คอนโดแห่งนั้น ต่ำกว่า Yield ของกองทุนตั้ง 1%
อีกทั้งมีความเสี่ยง ต้องวุ่นวายเสียเวลาไปคอยดูแลเก็บค่าเช่าอีก
สู้ซื้อกองทุนนอนตีพุงกินผลประโยชน์ 8% เฉยๆดีกว่า
แต่หลินฮุ้ย ไม่คิดเช่นนั้น

หลินฮุ้ย เอาเงิน 5 แสนบาท ไปวางดาวน์คอนโดมูลค่า 5 ล้านบาทที่ตัวเองมั่นใจ
แล้วยื่นเรื่องกู้ธนาคารส่วนที่เหลือ 4.5 ล้านทันที โดยขอผ่อนในเวลา 20 ปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 5%
ธนาคารคำนวณค่างวดที่หลินฮุ้ยต้องผ่อนคือ 29,700 บาท ซึ่งเป็นเงินที่หลินฮุ้ยสามารถกู้และผ่อนชำระได้สบาย

** การคำนวณวงเงินกู้และค่างวด ดูได้จาก http://www.scb.co.th/th/pnb/pnb_loan_calculate.shtml

หลินฮุ้ยมีรายรับจากค่าเช่า 30,000 บาท แต่ค่างวดที่ต้องผ่อนธนาคาร 29,700 บาท
เท่ากับว่าหลินฮุ้ยเหลือเงินเข้ากระเป๋าเดือนละ 300 บาท ขณะที่ช่วงช่วงได้เดือนละ 3,333 บาท

หลินฮุ้ยฉลาดน้อยกว่าช่วงช่วง หรือไม่????

.
.
.
.

คำตอบคือ  ไม่ใช่

ค่างวดที่ต้องผ่อนชำระธนาคารนั้น ประกอบด้วย เงินต้น และดอกเบี้ย รวมกันอยู่
ต้นทุนที่หลินฮุ้ยต้องจ่ายจริงนั้นมีเพียงดอกเบี้ย
เพราะเงินต้นที่ผ่อนชำระแท้จริงแล้วก็คือเงินของหลินฮุ้ยนั่นเอง ไม่ใช่ธนาคาร
การคิดผลตอบแทนจึงไม่ใช่เอาค่าเช่าห้อง ลบ ค่างวด
แต่ต้องเอาค่าเช่าห้อง ลบ ดอกเบี้ยธนาคาร ในแต่ละเดือน

รายจ่ายดอกเบี้ยของหลินฮุ้ย คือเท่าไร?
หากคำนวณแบบหยาบที่สุด Flat rate ณ อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี
เงินต้น 4.5 ล้าน เท่ากับดอกเบี้ยตกปีละ 225,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 18,750 บาท
เท่ากับว่า หลินฮุ้ยได้รายรับเดือนละ 30,000-18,750 เท่ากับ 11,250 บาทต่อเดือน
เมื่อเทียบกับเงินลงทุน 5 แสนบาท เท่ากับว่าหลินฮุ้ยได้ Yield ถึง 27%

แต่อย่าลืมว่า การผ่อนชำระสินเชื่อเคหะนั้น เป็นแบบลดต้นลดดอก ยิ่งเวลาผ่านไป เงินต้นยิ่งเยอะ ดอกเบี้ยยิ่งน้อยลง
ถ้าคำนวณอย่างละเอียด  หารเฉลี่ยดอกเบี้ยทั้ง 20 ปี จะตกเดือนละ 11,000 บาทเท่านั้น
ดังนั้น ผลตอบแทนที่แท้จริงของหลินฮุ้ยจึงเท่ากับ 30,000 – 11,000 = 19,000 บาทต่อเดือนหรือ Yield เท่ากับ 45%
เทียบกับผลตอบแทนของช่วงช่วงที่ 8% จะพบว่า หลินฮุ้ยได้ผลตอบแทนดีกว่าถึง 6 เท่า

แม้ญาติพี่น้องจะบ่นว่า หลินฮุ้ยไม่ได้เรื่อง ลงทุนอะไรกัน 5 แสนได้แค่เดือนละ 300 บาท
ช่วงช่วงสิ เจ๋งกว่าได้ตั้งเดือนละ 3,333 บาท หลินฮุ้ยก็ได้แต่หัวเราะหึหึ
ด้วยรู้อยู่แก่ใจว่า ผลตอบแทนที่แท้จริงของตัวเองไม่ใช่ 300 แต่เป็น 19,000 บาทต่อเดือน!

เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี ด้วยทำเลที่ดี และตามสภาพเศรษฐกิจที่เจริญขึ้น
คอนโดมิเนียมของหลินฮุ้ย ราคาแพงขึ้น 20% จาก 5 ล้านเป็น 6 ล้าน
หลินฮุ้ย ตัดสินใจขายคอนโดนั้น

มาดูกันว่าหลินฮุ้ยได้ผลตอบแทนเท่าไร
หลินฮุ้ย ได้เงินค่าเช่าห้อง(ที่หักดอกเบี้ยเงินกู้ออกแล้ว)เป็นเวลา 5 ปี เท่ากับ 760,000 บาท
บวกกับ กำไรจากการขายต่อ อีก 1 ล้าน รวมเป็น 1,760,000 บาท หรือเท่ากับ 250% ของเงินต้น 5 แสน!

ขณะที่ ช่วงช่วงได้ผลตอบแทน 8% ในเวลา 5 ปี = 200,000 บาท หรือเท่ากับ 40%

คนสองคน เริ่มต้นลงทุนพร้อมกันด้วยเงิน 5 แสนบาท
ผ่านไป 5 ปี ช่วงช่วงได้กำไร 2 แสน หลินฮุ้ยได้กำไร 1.76 ล้าน
ใครมีวิสัยทัศน์ในการลงทุนกว่ากัน?

ตอนนี้ ช่วงช่วงเริ่มยิ้มไม่ออกแล้ว เมื่อพบว่า ผลตอบแทนของตนเองแพ้หลินฮุ้ยหลุดลุ่ย

ในเวลาต่อมา ชูวิทย์ เพื่อนช่วงช่วงเห็นหลินฮุ้ยรวยจากการลงทุนคอนโด จึงเลียนแบบบ้าง
แต่ด้วยความที่เป็นคนรวย  ชูวิทย์ จึงเอาเงินสดของตัวเองซื้อคอนโดราคา 5 ล้านเพียวๆ
โดยคิดว่า ไม่ต้องกู้เงิน ก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย  ชูวิทย์เอาห้องมาให้เช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 30,000 เท่าหลินฮุ้ย
คิดเป็นผลตอบแทนปีละ 360,000 บาท Yield เท่ากับ 7.2%
ผ่านไป 5 ปี ได้เงินรวม 1.8 ล้านบาท หรือ 36%

ชูวิทย์ โดนช่วงช่วง เตะตูด  1 ป้าบ

เพราะว่า หากชูวิทย์เอาเงิน 5 ล้านนั่นมาซื้อกองทุนแบบช่วงช่วง
ผลตอบแทนที่ชูวิทย์ได้รับจะเป็น 40%
มากกว่าที่ไปซื้อคอนโดเงินสดตั้ง 4 % หรือ 200,000 บาท แถมไม่ต้องเหนื่อยดูแลด้วย
นับว่าชูวิทย์ลงทุนได้ห่วยที่สุดในกลุ่ม

สรุป
หากไม่นับเรื่อง capital gain หรือกำไรจากราคาคอนโดที่สูงขึ้น
ผลตอบแทนการลงทุนของคน 3 คน

ช่วงช่วง ซื้อกองทุนอสังหา ไม่เหนื่อยไม่ต้องดูแล            ได้ Yield   8 %
ชูวิทย์ ซื้อคอนโดเงินสด   ต้องคอยดูแลเก็บค่าเช่า          ได้ Yield  7 %
หลินฮุ้ย ซื้อคอนโดเงินผ่อน  ต้องคอยดูแลเก็บค่าเช่า          ได้ Yield 45  %

หลินฮุ้ยชนะเลิศ!!

- จบ -

นิทานข้างบน ผมยกมาเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นประโยชน์ของ”การกู้”
จะเห็นว่า ความแตกต่างของหลินฮุ้ยกับช่วงช่วง อยู่ตรงที่หลินฮุ้ย ใช้การกู้สินเชื่อเคหะ
เพื่อขยายอัตราผลกำไรของการลงทุนของตัวเอง จากเดิม 5 แสน ขยายได้ถึง 5 ล้าน
วิธีนี้ในทางการเงินเรียกว่า “Leverage” ครับ

การทำ Leverage จะให้ผลตอบแทนทวีคูณหลายเท่าตัว
ตราบที่อัตราดอกเบี้ยที่เราไปกู้มา ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนของการลงทุน
ในที่นี้ ดอกเงินกู้คือ 5% ขณะที่รายได้คือ 7% หากกลับกัน ผลตอบแทนการลงทุนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย
การทำ Leverage นอกจากจะไม่กำไรแล้วยังทำให้ขาดทุนหนักเป็นทวีคูณเช่นกันครับ
ดังนั้น หลักง่ายๆคือ การลงทุนซื้อคอนโดให้เช่า ผลตอบแทนค่าเช่าต้องมากกว่าอัตราดอกเบี้ย จึงจะคุ้มค่าการลงทุน

ผมเคยแนะนำไว้ใน blog ของผมว่า
ทุกคนที่มีเงินเดือนหรือรายได้ประจำที่อยากลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ควรใช้บริการสินเชื่อเคหะ (Housing loan)
เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดที่ธนาคารจะปล่อยได้ หรือที่เรียกว่า MLR (Minimum Loan Rate)
การซื้อคอนโดด้วยเงินสดแบบชูวิทย์ จึงไม่ใช่วิธีการที่ดีนัก
หากเราสามารถหาต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ เราสมควรกู้เป็นอย่างยิ่ง
เพราะจะได้ผลตอบแทนเป็นทวีคูณ
นอกจากการกู้สินเชื่อเคหะจะเป็นการ Leverage ผลตอบแทนของเราแล้ว
เรายังได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอีก
คือ เอาค่างวดผ่อนชำระคอนโดไปหักเป็นรายจ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีปลายปีได้ถึง 100,000 บาท

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงของการลงทุนคอนโดมิเนี่ยมเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงเสมอ
จากการคำนวณที่ผมแสดงให้ดู จะเห็นว่า มีตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนได้แก่
อัตราค่าเช่า ควรคงที่และสามารถ up ขึ้นได้ตามภาวะเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ
และ อัตราการพัก (Occupancy rate) ควรสม่ำเสมอ หาผู้เช่าได้เรื่อยๆ ห้องไม่ว่างนานเกินไป
การเลือกซื้อคอนโดในทำเลที่ดีเยี่ยม จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งสองข้อนี้ลง
ทำให้การลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ครับผม

นี่ก็คือเหตุผลที่บางคนถึงกับยอมอดหลับอดนอนเพื่อไปยืนต่อแถวเข้าคิวจองคอนโดทำเลดี
ไปตั้งแต่ตี3 ตี4 ถึงขั้นทะเลาะตบตีด่าทอคนขายเมื่อจองไม่ได้ กลับบ้านยังมาโพสต์ด่าต่อในเน็ทอีก
ในขณะที่คอนโดบางแห่ง ขายแล้วขายอีก เซลแล้วเซลอีก ก็ไม่หมดซะที

ก็คอนโดทำเลเยี่ยมมันกำไรดีนี่นา..ชิมิๆๆ!!

จากคุณ : หมาร่าหมาหรอด  Patip.com
 ที่มา  http://www.kwamru.com/82

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

การประเมินราคาอสังหาริมทรัพ­ย์ ของสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน


    เมื่อพูดถึงเรื่องการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีความคิดที่จะซื้อบ้าน หรือขอกู้เงินในระบบสถาบันการเงิน เรื่องของการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณควรทำ ความเข้าใจ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องในลักษณะที่ว่า "รับประกันกู้ได้ 100%" หากไม่มีการสอบถามถึงรายละเอียดเงื่อนไขแคมเปญส่งเสริมการขายดังกล่าว และไม่คุ้นเคยกับหลักเกณฑ์ในการให้สินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน อาจทำให้ผู้ซื้อบ้านเข้าใจสับสนไปว่าเมื่อซื้อบ้าน หรือห้องชุดในโครงการนั้นแล้วจะขอสินเชื่อกับธนาคารได้เต็มจำนวนตามราคาขาย ซึ่งในทางปฏิบัติไม่มีธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใดให้วงเงินกู้ได้เต็ม 100 % ของราคาขาย เพราะนอกจากจะผิดเงื่อนไขกฎเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่สถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่ออีกด้วย

เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง "การประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์" จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ สถาบันการเงินซึ่งในที่นี้หมายความรวมถึงธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด จะทำการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาใช้เป็นหลักประกัน นับตั้งแต่วันยื่นกู้และจะให้วงเงินกู้ในสัดส่วนที่ต่ำกว่ามูลค่าของหลัก ประกันเสมอ จำนวนส่วนต่างระหว่างมูลค่าของหลักประกันที่ได้จากการประเมินค่า กับวงเงินสินเชื่อที่สถาบันการเงินให้กู้นี้เรียกว่า "เงินส่วนเหลือของหลักประกัน" หรืออาจเรียกว่า "ส่วนทุนของผู้กู้" เงินส่วนทุนของผู้กู้ยิ่งมากเพียงใดสถาบันการเงินจะมีความเสี่ยงลดลงมาก เพียงนั้น แต่บางครั้งอาจกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่สามารถซื้อบ้านได้ เพราะไม่มีวงเงินสมทบมาโปะส่วนต่างดังกล่าว

โดยทั่วไปการอนุมัติวงเงินกู้ของสถาบันการเงินจะพิจารณาตามประเภทของหลัก ประกัน หากเป็นบ้านพร้อมที่ดินโดยปรกติจะได้รับวงเงินกู้สูงสุดประมาณร้อยละ 80-85 ของราคาประเมินหลักประกัน แต่หากเป็นห้องชุด อาคารพาณิชย์ วงเงินกู้สูงสุดจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70-75 จะเห็นได้ว่าการพิจารณาวงเงินกู้ของสถาบันการเงินจะยึดเกณฑ์ราคาที่ได้จาก การประเมินค่า ดังนั้นหากการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหลักประกันคลาดเคลื่อนไปจาก ความเป็นจริง จะส่งผลกระทบทั้งกับสถาบันการเงิน และกับตัวของผู้ซื้อบ้าน ไม่ว่าราคาประเมินนั้นจะสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น

เพราะหากมีการประเมินราคาที่สูงเกินความเป็นจริง สถาบันการเงินอนุมัติวงเงินสินเชื่อสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของหลักประกัน ผู้ให้กู้ย่อมเป็นผู้รับความเสี่ยงเช่นเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้จนถึงขึ้น ดำเนินคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด เมื่อนำอสังหาริมทรัพย์มาประเมินราคา ปรากฏว่าราคาประเมินของกรมบังคับคดีต่ำกว่าราคาประเมินของสถาบันการเงิน ผู้ให้กู้ต้องรับผิดชอบความเสี่ยหายที่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากมีการประเมินราคาหลักประกันที่ต่ำเกินไป จนผู้ซื้อบ้านไม่สามารถนำวงเงินกู้ที่ได้ไปชำระให้แก่เจ้าของโครงการ ผู้ซื้อบ้านรายเดียวกันนี้อาจเปลี่ยนใจไปใช้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงิน แห่งอื่น ทำให้สถาบันการเงินแห่งนั้นต้องเสียลูกค้าไปซึ่งเป็นการเสียโอกาสทางการตลาด และหากสถาบันการเงินแห่งอื่นๆก็ปฏิเสธที่จะให้วงเงินสินเชื่อเท่ากับวงเงิน ที่ผู้ซื้อบ้านรายนี้ต้องการ ความเดือดร้อนจะตกอยู่ที่ตัวของผู้ซื้อบ้านเนื่องจากชำระเงินดาวน์ไปแล้วแต่ กลับไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ ก่อให้เกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ตามมาคือผู้ประกอบการเจ้าของโครงการก็จะเสียโอกาส ทางการตลาดเช่นกัน

ดังนั้นสถาบันการเงินทุกแห่งจึงให้ความสำคัญกับการประเมินค่าอสังหาริม ทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันเงินกู้เป็นอย่างมาก หลายแห่งเลือกใช้บริการจากผู้ประเมินราคาอิสระเพื่อให้การให้ราคาเป็นไป อย่างอิสระใกล้เคียงกับราคาตลาดมากที่สุด เช่นการใช้บริการผู้ประเมินราคาอิสระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารยูโอบี รัตนสิน ธนาคารเอเซีย ธนาคารสแตนดาทชาเตอร์ นครธน และธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ ธนาคารบางแห่งตั้งบริษัทในเครือเพื่อให้เข้ามาดูแลงานในส่วนของการประเมิน ค่าอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เพื่อความคล่องตัวแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระ เช่นธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนที่เหลือใช้หน่วยงานภายในเป็นผู้ประเมิน

ซึ่งหากเป็นการประเมินโดยบริษัทผู้ประเมินราคาอิสระ ขณะนี้มีถึง 49 แห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองไว้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ ผู้ประเมินในกลุ่มนี้สามารถประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์รายการใหญ่ในรายการที่ มีวงเงินสินเชื่อเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไปได้อีกด้วย และถือว่าเป็นกลุ่มผู้ประเมินค่าทรัพย์สินที่มีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอม รับ

อย่างไรก็ดีการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จะสูงกว่า หรือต่ำกว่า หรืออาจจะเท่ากับราคาซื้อขายจริง ไม่มีใครบอกได้อย่างชัดเจน เพราะการประเมินราคาเป็นเพียงความเห็นของผู้ประเมิน ณ วันที่ประเมินเท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปผู้ประเมินราคาจะใช้วิธีการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ 3 วิธี สำหรับการประเมินเพื่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย คือ 1.วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด 2.วิธีต้นทุนทดแทน และ 3.วิธีคิดจากรายได้อสังหาริมทรัพย์

โดยทั่วไปการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้ประโยชน์ในการพิจารณาสิน เชื่อรายย่อย หรือพิจารณาสินเชื่อให้แก่ผู้ซื้อบ้าน ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินจะใช้วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด โดยการพิจารณาเปรียบเทียบราคาซื้อขายก่อนหน้านี้ของอสังหาริมทรัพย์ที่มี ลักษณะคล้ายคลึงกับอสังหาริมทรัพย์ที่จะประเมินค่า

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบในการปรับค่าได้แก่

  1. วันซื้อขาย เพราะหากซื้อขายในช่วงที่เศรษฐกิจบูมแต่ ณ วันประมูลเศรษฐกิจตกต่ำ มูลค่าประเมินอาจลดต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง
  2. ทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และสังคมจิตวิทยา เช่น ในช่วงที่มีการซื้อขายจริงสภาพแวดลล้อมอาจยังไม่มีการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม แต่ ณ วันที่มีการประเมินมีการเปิดให้บริการถนนเส้นใหม่ หรือกลายเป็นจุดเชื่อมต่อระบบโครงข่ายคมนาคมนอกเมืองและในเมือง ราคาประเมินจะสูงกว่าราคาที่มีการซื้อขายจริง
  3. ลักษณะทางกายภาพของอสังหาริมทรัพย์ เช่นขนาด หรือรูปแปลงของพื้นที่ หรือคุณภาพของอาคาร
  4. เงื่อนไขการซื้อขายอื่นๆ เช่นแรงกดดันในการซื้อขาย จะเห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขประกอบการประเมินราคา โอกาสที่ราคาประเมินกับราคาซื้อขายจริงจะเป็นราคาเดียวกันนั้นเกิดขึ้นได้ น้อยมาก กรณีที่มีผู้ประกอบการวางกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย โดยเสนอเงื่อนไขประกันวงเงินกู้ 100% แท้ที่จริงเป็นการให้วงเงินกู้ 100 % ของราคาประเมิน ซึ่งไม่ใช่ 100% ของราคาซื้อขาย และเพื่อเป็นการป้องกันความเสียงของสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ เงื่อนไขการให้สินเชื่อในลักษณะนี้จะเป็นเงื่อนไขที่ใช้กับโครงการอสังหาริม ทรัพย์ที่สถาบันการเงินแห่งนั้นๆ เป็นผู้ให้วงเงินกู้สนับสนุนโครงการ ที่มา http://www.homemax.co.th/tips/tip_16.html 



บทเรียน AEC กับการลงทุนต่างประเทศของนักอสังหาริมทรัพย์ไทย

         ในขณะนี้นักพัฒนาที่ดินไทยกำลังวางแผนออกนอกประเทศกันมาก ปัจจัยแห่งความสำเร็จขึ้นอยู่กับอะไร สิ่งที่ต้องระวังก็คือ การบุกตลาดไทยของนักอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ
ในช่วงปี พ.ศ. 2530-2535 นักพัฒนาที่ดินรายใหญ่ๆ ของไทยทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ขณะนี้ และนักลงทุนรายอื่นต่างมุ่งไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และอื่นๆแต่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีรายใดประสบความสำเร็จกลับมาเลย สาเหตุแห่งความล้มเหลวคงอยู่ที่การขาดพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี ขาดการศึกษาตลาดที่ครบถ้วนและดีเพียงพอ
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงกาฐมาณฑุ กรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮจิมินห์ ซิตี มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 พบว่าประเทศต่างๆ กำลังก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกรุงจาการ์ตาและกรุงมะนิลา แต่เมืองอื่นๆยังค่อยๆ พัฒนาต่อไป
นอกจากนี้ ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งอา เซียน จำนวนเกือบ 100 คน ต่อประเด็นความพร้อมในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี พ.ศ. 2558 และความเห็นเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยพอสมควร
ผลการสำรวจพบว่า ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินในภูมิภาคนี้ ให้ความเห็นว่าเมื่อเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจปี พ.ศ. 2553 กับปัจจุบัน56% ประเมินว่าปัจจุบันดีกว่า มีเพียง 7% ที่เห็นว่าแย่ลง ที่เหลือ 36% บอกว่าเหมือนเดิม สำหรับในรายละเอียด ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินจากบรูไน สิงคโปร์ และไทย มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังแทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ประเทศอื่นๆกลับมองว่าสถานการณ์ดีขึ้นเป็นหลัก และเมื่อพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจในอีก 2 ปีข้างหน้า คือ ปี พ.ศ. 2557 ส่วนใหญ่ 67% บอกว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น มีเพียง 4% ที่คิดว่าจะเลวร้ายลง อย่างไรก็ตาม ผู้แทนจากประเทศไทยส่วนใหญ่เห็นว่าจะยังคงเหมือนเดิม
ในด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ พบว่า 63% คิดว่าสถานการณ์ตลาดดีขึ้นกว่าปี พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ตาม ราวๆ ครึ่งหนึ่งของผู้ประเมินค่าทรัพย์สินจากบรูไนและไทย คิดว่าสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองในไทย และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของบรูไน ยังไม่กระเตื้องขึ้นนั่นเอง และเมื่อพิจารณาถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอีก 2 ปีข้างหน้า คือ ณ ปี พ.ศ. 2557 พบว่าส่วนใหญ่ 66%จากแทบทุกประเทศระบุว่าสถานการณ์น่าจะดีกว่าปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินจากประเทศไทยยังเห็นว่าตลาดยังจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง อะไรมากนักใน 2 ปีข้างหน้า ในแง่ของความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพหากวิชาชีพแพทย์ได้รับความน่าเชื่อถือสูง สุดถึง 100% วิชาชีพอื่นจะมีระดับความน่าเชื่อถือกี่เปอร์เซ็นต์ ผลการสำรวจพบว่า ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินประเมินวิศวกรอยู่ที่ 80% ผู้ประเมินค่าทรัพย์สินเองอยู่ที่ 77% นักกฎหมายอยู่ที่ 75% และนายหน้าอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 68% ทั้งนี้ คงเป็นเพราะอาชีพนายหน้ายังไม่ได้มีการควบคุมอย่างจริงจังในประเทศส่วนใหญ่ ในอาเซียนรวมทั้งประเทศไทย
สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการเปิด AEC ในปี พ.ศ. 2558 ปรากฏว่า 62% เห็นว่าน่าจะส่งผลในทางบวกต่อประเทศของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม ดูเหมือนจะมีความห่วงใยเช่นกันต่อการเข้ามาแข่งขันทางการบริการวิชาชีพจาก ประเทศอื่นและเมื่อถูกถามถึงความพร้อมในการรับมือกับการแข่งขันใน AEC ปรากฏว่าเวียดนามกลับมีความพร้อมที่สุดถึง 86% จาก 100% รองลงมาคือมาเลเซีย ได้ 72% อันดับสามคือไทย 67% และอินโดนีเซีย 63% บรูไนและฟิลิปปินส์ ดูมีความพร้อมต่ำกว่าเพื่อนคือได้ 58% และ 57% ตามลำดับ
ในทางตรงกันข้าม ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ประเทศเพื่อนบ้านจะกรีธาทัพเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากว่ากรุงเทพมหานครมีจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นมากที่ สุดเมื่อเทียบกับกรุงจาการ์ตา กรุงพนมเปญ กรุงมะนิลา และนครโฮจิมินห์ นอกจากนั้น ในพื้นที่ตากอากาศ เช่นพัทยา สมุย ภูเก็ต และหัวหิน ก็มีต่างชาติสนใจมาลงทุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้นนักพัฒนาที่ดินไทยต้องเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันกับชาติอื่นใน สมรภูมิของไทยเอง


วิจารณ์
จากสถานการณ์ดังกล่าวจะพบว่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเนื่องมาจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการเปิด AEC จึงทำให้ประเทศไทยนั้นเป็นเป้าหมายหลักที่ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนจึงทำให้ผู้สนใจให้การลงทุนควรพิจารณาข้อมูลและเตรียมพร้อมให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน