สรุปผลสัมมนาวิชาการนานา
ชาติ“กระบวนทัศน์ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองในประเทศไทย” จัดโดย
การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ Pacific Rim Council on Urban Development (PRCUD)
วันที่ 11-13 มีค. 56
การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ Pacific Rim Council on Urban Development
(PRCUD) จัดการสัมมนวิชาการนานาชาติขึ้น ในโอกาสครบรอบ 4
ทศวรรษแห่งการก่อตั้งการเคหะแห่งชาติ ในหัวข้อ
“กระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองในประเทศไทย (New Paradigm
of Housing and Urban Development in Thailand)”
ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการสัมมนา รวมทั้งหมดประมาณ1,400 คน ณ
บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ (BCC Hall) ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา
ลาดพร้าว โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานเปิด
การสัมมนา ฯในวันแรก และนายศุภฤกษ์ หงษ์ภักดี
รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เป็นประธานปิดการสัมมนาฯในวันสุดท้าย
นางอำภา รุ่งปิติ รักษาการแทนผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า
รูปแบบการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการสัมมนาโต๊ะกลม
มีการอภิปรายระหว่างผู้เชี่ยวชาญนานาชาติจากPRCUD
กับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย
ซึ่งนับว่างานสัมมนาประสบความสำเร็จและลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี
มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
และวิธีการดำเนินการเครื่องมือและกลไกต่างๆ
ตลอดจนแนวทางการพัฒนาที่อยู่และพัฒนาเมืองอย่างกว้างขวางโดยผู้เชี่ยวชาญและ
ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายไทย และ PRCUD
ล้วนมีความรู้และมีประสบการณ์ทำงานด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาเมือง
เป็นอย่างดี จึงร่วมกันอภิปราย
เสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน ประเด็นที่ควรพิจารณา
รวมทั้งข้อควรระวังในการนำแนวทางการดำเนินงานจากบทเรียนที่ได้รับจากหลาย ๆ
ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง
เวียดนาม ทั้งมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นอย่างดีใน 5 หัวข้อหลัก คือ
1.
การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยตามแนวทางการพัฒนาตามโครงข่ายคมนาคมและโครง
สร้างขั้นพื้นฐาน(Transit-Oriented Development หรือ TOD) 2.
การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน(Public-Private Partnership หรือ
PPP) 3.
การบริหารจัดการเพื่อรองรับภาวะอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Resilience form Flooding Climate Change) 4. การเงินเพื่อที่อยู่อาศัย
(Housing Finance and Affordability) 5. การพัฒนาเมือง การวางผังเมือง
และการพัฒนาระบบบริการขั้นพื้นฐานของเมือง (Metropolitan Land Use and
Infrastructure Planning)
สำหรับบทสรุปของข้อเสนอแนะใน 5 หัวข้อมีดังนี้คือ
1.การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยตามแนวทางการพัฒนาตามโครงข่ายคมนาคมและโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)
การเคหะแห่งชาติควรขยายอาณาเขตพื้นที่
เพื่อให้เชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ
ควรขอเพิ่มการกำหนดสัดส่วนพื้นที่อาคารให้มีความหนาแน่น (FAR Bonus)
จากผังการใช้ประโยชน์ที่ดินของกรุงเทพมหานครที่จะประกาศใช้เร็วๆนี้
พื้นที่ที่จะพัฒนาบริเวณๆ รอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนั้น
และควรขยายอาณาเขตพื้นที่สถานีเพื่อจัดให้มีสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ
พาณิชยกรรม สันทนาการ และสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ โดยรอบ
สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติบริเวณใกล้สถานีควรจำกัด
พื้นที่จอดรถ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยใช้ระบบขนส่งมวลชน
พัฒนาพื้นที่ให้สามารถเดินเชื่อมต่อกันได้
การเคหะแห่งชาติควรส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดให้มีการพัฒนาที่
อยู่อาศัยที่มีความสมดุลกับแหล่งงาน
พร้อมทั้งเสนอให้การเคหะแห่งชาติจัดทำโครงการนำร่อง
การเคหะแห่งชาติควรซื้อที่ดิน
ใกล้กับบริเวณสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
รวมทั้งพัฒนากลไกด้านการเงิน เช่นการอุดหนุนข้ามกลุ่มรายได้(Cross -
Subsidization) การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนธนาคารที่ดิน เป็นต้น
สำหรับการพัฒนาที่ดินบริเวณสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนั้น
2. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnershipหรือ PPP)
เนื่องจากกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะมีการนำใช้ใน
เร็วๆนี้
สำหรับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในเรื่องที่อยู่อาศัยนั้นเป็น
เรื่องใหม่ การเคหะแห่งชาติควรจะต้องทำความเข้าใจถึงบทบาท
และธรรมชาติของธุรกิจอย่างถ่องแท้ เช่น การเจรจาการกำหนดราคา
การอุดหนุนและภาษี
การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้น
ส่วนในระยะยาว ดังนั้น
ภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในการดำเนินการทั้งนี้
รัฐบาลจะต้องมีความยืดหยุ่น สร้างแรงจูงใจมากกว่าการควบคุม
การเคหะแห่งชาติควรจัดให้มีการดำเนินโครงการนำร่อง
กรณีศึกษาเขตปกครองพิเศษฮ่องกง
เป็นแบบอย่างที่ดีของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาที่
อยู่อาศัยบริเวณพื้นที่บริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
3.การบริหารจัดการเพื่อรองรับภาวะอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Resilience from Flooding Climate Change)
การเคหะแห่งชาติควรนำวิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554
มาเป็นโอกาสในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปัญหาอุทกภัย
การบริหารจัดการน้ำ เช่น การปรับปรุงทางน้ำ
การจัดให้มีพื้นที่โล่งและเมืองสีเขียว การจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ
และการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน
ผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนา สถาบันการเงิน รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ
เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
และการวางแผนชุมชนที่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้
การเคหะแห่งชาติควรจัดทำโครงการนำร่องเพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้
รับ
และควรริเริ่มให้มีการรณรงค์และจัดทำแผนการส่งเสริมที่อยู่อาศัยและการพัฒนา
เมืองสีเขียวสำหรับประเทศไทยในอนาคต
4. การเงินเพื่อที่อยู่อาศัย (Housing Finance and Affordability)
ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะมีการจัดทำนโยบายที่อยู่อาศัย
การเคหะแห่งชาติควรมีบทบาทในการกำหนดนโยบายที่อยู่อาศัยของประเทศ
การก่อสร้างที่อยู่อาศัย หมายถึงการสร้างงานและการจ้างงาน
มีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10–15
การก่อสร้างที่อยู่อาศัยไม่ใช่เป็นเรื่องของการจัดให้มีอุปทานเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงการตั้งถิ่นฐาน และการจัดระเบียบชุมชนด้วย
การเคหะแห่งชาติควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำกิจการความรับผิดชอบต่อสังคมของ
บริษัทสำหรับการจัดให้มีที่อยู่อาศัยแก่พนักงาน และลูกจ้าง
และควรร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ธนาคารพาณิชย์
และสถาบันการเงินให้มากขึ้น
การเคหะแห่งชาติควรดำเนินการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาขาย
ระหว่าง 500,000 - 1,000,000.- บาท
บริเวณโดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนซึ่งภาคเอกชนยังไม่ได้ดำเนินการพัฒนา
โดยนำใช้เครื่องมือด้านการพัฒนากายภาพและการเงินมาปรับใช้
5. การพัฒนาเมือง การวางผังเมือง และการพัฒนาระบบบริการขั้นพื้นฐานของเมือง(Metropolitan Land Use and Infrastructure Planning)
ปัจจุบันเมืองใหญ่ เช่น
กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่มีลักษณะค่อนข้างซับซ้อนมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หลายหน่วยงาน จึงควรทำการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
ควรพิจารณาให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนทั้งในส่วนสาธารณูปโภค
และสาธารณูปการ เพื่อนำมูลค่า ที่เพิ่มขึ้นนั้นมากระจายคืนสู่ภาคประชาชน
การเคหะแห่งชาติควรเจรจากับกรุงเทพมหานครเพื่อขอเพิ่มอัตราความหนาแน่นของ
ประชากรต่อพื้นที่ (FAR Bonus)
ก่อนที่ผังการใช้ประโยชน์ที่ดินฉบับใหม่จะประกาศใช้ในเร็ว ๆ นี้
ปัจจุบันนโยบายการพัฒนาเมืองยังขาดความชัดเจนอาจจะต้องมีการพัฒนาถึงรูปแบบ
เมืองหลายศูนย์กลาง และเชื่อมโยงโดยระบบขนส่งมวลชน
นโยบายการกระจายความเจริญของกรุงเทพมหานครอาจทำให้เกิดปัญหาแหล่งงาน
และพื้นที่ที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึง
ผลการสัมมนาในครั้งนี้ การเคหะแห่งชาติจะนำมาประยุกต์ใช้
โดยจะขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ
ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคที่จะต้องร่วมมือกัน
เพื่อให้มีการบูรณาการพัฒนาที่อยู่อาศัยกับการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์และ
ชาญฉลาด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทศวรรษหน้าของประเทศไทย