วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

พระราชวังที่แพงที่สุด

พระราชวังอิมพีเรียล Tokyo Imperial Palace เป็นพระราชวังของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ซึ่งภายในพระราชวังรายล้อมไปด้วยสวนขนาดใหญ่ พระราชวังตั้งอยู่ในเขตชิโยะดะ กรุงโตเกียว ใกล้กับ สถานีรถไฟโตเกียว
ตัวปราสาทสร้างตามรูปแบบในสมัยเอโดะ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi) ที่สร้างได้อย่างสวยสง่างาม แต่ไม่เปิดให้ บุคคลทั่วไปผ่าน ยกเว้นในช่วงปีใหม่และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิที่จะเปิด ให้พสกนิกร(บางคน)ข้ามมารับพระราชทานพรใกล้ๆที่ประทับ ทางด้านตะวันออกจะมีสวนดอกไม้ (Higashi Gyoen) ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอด เวลา และเข้าไปยังเขตพระราชฐานได้ 3 ประตู จากทั้งหมด 8 ประตู คือ โอเตมง(Ote-mon), ฮิรากาวะมง(Hirakawa-mon) และคิตะฮาเนบาชิมง(Kitahanebashi-mon) ตัวพระตำหนักเป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ยกว้างสร้างด้วยหินแกรนิตและบะซอลต์จาก ภูเขาไฟ คลุมด้วยหลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี 1970 แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกในปี 1945
ภายในพระราชวังประกอบด้วยพระราชมนเทียรต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงตำหนักใหญ่ (宮殿 Kyūden) ซึ่งเป็นที่พำนักของพระราชวงศ์ ภายในพระราชวังยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ในพระองค์และสำนักพระราชวัง
พระราชวังนี้แต่เดิมเป็นที่ตั้งของปราสาทเอะโดะ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ แต่พระราชวังเดิมถูกระเบิดทำลายลงไปมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อมาในปี ค.ศ. 1964 ก็ได้รับการบูรณะ ซึ่งตัวพระราชวังมีขนาดที่ดินทั้งหมด 3.41 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นในทศวรรษที่ 1980 มูลค่าของที่ดินพระราชวังนั้นมีมูลค่าสูงมากกว่ามูลค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกาเสียอีก
ซึ่งย่านชิโนดะ มีความหนาแน่นของประชากรประมาณ 3,912 คนต่อตารางกิโลเมตร แวดล้อมไปด้วยศูนย์กลางการปกครองของประเทศญี่ปุ่น ที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆ  อาคารรัฐสภาแห่งญี่ปุ่น ทำเนียบนายกรัฐมนตรีแห่งญี่ปุ่น และศาลสูงสุดแห่งญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงโตเกียว เช่น ศาลเจ้ายะสุกุนิและนิปปอน บูโดกัง  อีกทั้งสถานทูตของ 15 ประเทศยังตั้งอยู่ในเขตชิโยะดะเช่นกัน
ราคาที่ดินของญี่ปุ่นน่าสนใจมาก กล่าวคือ มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก และลดต่ำลงเป็นอย่างมาก ราคาที่ดินในย่านที่แพงที่สุด คือ Ginza กรุงโตเกียวนั้น เคยมีมูลค่าสูงถึง 60 ล้านบาทต่อตารางวาเลยทีเดียว

เปิด 10 อันดับเมืองที่มีอสังหาริมทรัพย์แพงที่สุดในโลก

ไนท์แฟรงก์จัดอันดับอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุด 10 เมืองในโลก โดยอันดับหนึ่งคือโมนาโค ราคาที่ดินต่อตารางฟุตอยู่ที่ 5,350-5,920 ดอลลาร์ ทั้งนี้การสำรวจชิ้นนี้วัดใน 4 ปัจจัย คือ ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจในประเทศ อิทธิพลทางการเมือง คุณภาพชีวิต และองค์ความรู้

ส่วนทั้ง 10 อันดับ มีดังนี้

บ้านที่แพงที่สุดในโลก

Antilla Building 

ตอน นี้มหาเศรษฐีใหญ่ ที่ทำสถิติรายนี้ ไม่ใช่คนอเมริกัน ไม่ใช่เศรษฐีใหม่อย่างจีน หรือรัสเซีย แต่เป็นเศรษฐีเงียบๆชาวอินเดีย คือนาย มูเกช อัมบานี (Mukesh Ambani) ที่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจของอินเดีย ซึ่งอันดับคนรวยที่สุดในโลกปีนี้ เขาอยู่ที่อันดับห้า ด้วย ทรัพย์สิน 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากธุรกิจปิโตรเคมี คนอินเดียเขาน่าจะรู้จักกันดี โดยเฉพาะชาวเมืองมุมไบ (Mumbai) ตอนนี้เป็นข่าวออกมาว่า เขากำลังจะสร้างตึกระฟ้าส่วนตัว ของเขาชื่อตึก “Antilla” เป็นบ้าน 27 ชั้น ความสูง 173 เมตร ประกอบไปด้วย ที่จอดรถ 6 ชั้น ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ และมีทำงานของพนักงานประจำ 600 คน คาดว่าจะสร้างเสร็จตอนปลายปีนี้


ประเด็น สำคัญของเรื่องนี้ คือประโยคที่ว่า “ ไม่มีใครจะรับประกันได้ว่า คนที่มีเงินมากๆจะต้องมีรสนิยมดี ” คือประโยคที่อธิบายความสวยงามของตึก 27 ชั้นของ นาย Mukesh หรือถ้าจะให้เบาลงมาหน่อยก็จะกล่าวว่า “ อย่างน้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ที่จะสร้างตึกใหญ่โต เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความมั่งคั่งของตัวเอง ในเมืองที่มีคนยากจน ไร้ที่อยู่อีกมากมายนี้ ” เพราะการใช้จ่ายที่เหมาะสมกว่านี้ ยังมีอีกหลายวิธี ดีกว่าให้คนหมั่นไส้ 

เพราะ ในโลกนี้ ยังมีคนรวยอีกมากมายนัก ที่จะสามารถสร้างอะไรอย่างนี้ได้ แต่พวกเขาส่วนมาก ก็ยังมีสำนึกที่ดี ที่จะทำอะไรออกมาแบบนี้ อย่างน้อย ก็ไม่ใหญ่โตจนเกินพอดี หรือแยกตัวออกไปจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาคงไม่เคยได้ยินคำพังเพยของไทยที่ว่า “จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใคร เขาอยากเห็น เราเด่นเกิน ” 


คฤหาสน์ Updown Court 
Windlesham , Surrey , UK 


คฤหาสน์ หลังนี้ จัดให้เป็นบ้านที่แพงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่า 138 ล้านดอลล์ หรือราว 4,500 ล้านบาท โดยนิตยสาร Forbes นอกจากห้องนอนและห้องต่างๆแล้ว ยังมีห้องดูหนัง ขนาดความจุ 50 ที่นั่ง และถนนที่ปูด้วยหินอ่อน ทั้งหมด 


บ้าน Genesis 
Hong Kong 


ถึง จะดูไม่ค่อยสวย สมกับตำแหน่งนัก แต่ก็อยู่ในตำแหน่งที่สวยที่สุดของ Victoria Peak ทีเดียว สนนราคา ไม่ได้กล่าวถึง เพราะมูลค่าของมันอาจจะตกลง เนื่องจากเจ้าของคือนาย Wong Kwan ประสบปัญหาทางการเงินมาตั้งแต่ ปี 2001 (การเป็นเจ้าของตึกใหญ่ๆนั้น ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินสร้างได้แค่นั้นก็พอ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถ้าออกแบบไม่ดี หรือไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการบำรุงรักษา การอยู่อาศัยและใช้งาน ก็จะมีค่าใช้จ่ายมหาศาลเช่นกัน ดูอย่างประเทศในแถบยุโรปเป็นตัวอย่าง มีปราสาทเก่าๆมากมายที่ประกาศขายในราคาไม่แพง แต่ก็หาคนซื้อยาก เพราะค่าใช้จ่ายใน 


The Pierre Hotel Penthouse 
New York city, USA 


Penthouse 3 ชั้น บนยอดตึก The Pierre Hotel ในนิวยอร์ค มีกลุ่มผู้บริหารโครงการจัดสรรรายหนึ่ง เป็นเจ้าของ ถึงแม้ว่าจะมีผู้เสนอราคางาม มาทาบทามซื้อหลายราย แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไป ที่นี่นับเป็น อพาร์ทเม้นท์ที่แพงที่สุดด้วยมูลค่าถึง 70 ล้านดอลล์ (2,300 ล้านบาท) 


คฤหาสน์ Bridgehampton 
New York, USA 


Bridgehampton เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 60 เอเคอร์ มีทั้งสนามกอล์ฟ และสวน 14 สวน มูลค่า 75 ล้านดอลล์ (กว่า 2,400 ล้านบาท) 


The Hala Ranch 
Aspen, Colorado, USA 


บ้าน หลังนี้จัดเป็นบ้านที่แพงที่สุดในอเมริกา ด้วยมูลค่า 135 ล้านดอลล์ (ประมาณ 4,400 ล้านบาท) รับรองโดย นิตยสาร Forbes มีเจ้าของคือ เจ้าชาย Bandar bin Sultan เป็นลักษณะบ้านไร่พักผ่อน บนที่ดิน 95 เอเคอร์ ดูจากขนาดบ้านก็ไม่โตใหญ่มากนัก แต่ดูจากชื่อเจ้าของแล้ว คาดว่าการตกแต่งคงใช้แต่ของดีราคาแพงทั้งนั้น 


คฤหาสน์ Tranquility 
Lake Tahoe, Nevada, USA 


เท่า ที่ผ่านสายตามา ผมชอบบ้านหลังนี้ที่สุด ทั้งรูปร่างและก็ชื่อมันด้วย บ้านอยู่ริมทะเลสาบทาโฮ ไม่ใหญ่มาก ดูดีมีสไตล์ และมีที่ดินกว้างขวางกว่า 210 เอเคอร์ เจ้าของคือนาย Joel Horowitz ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Tommy Hilfiger แต่แกบอกขายบ้านหลังนี้เสียแล้ว ด้วยราคา 100 ล้านดอลล์ หรือกว่า 3,200 ล้านบาทเลย 


ขอบคุณข้อมูลจาก

ทุกข์จากโครงการบ้านเอื้ออาทร

ทุกข์จากโครงการบ้านเอื้ออาทร

            วันนี้เพื่อนสมาชิก  มาขอคำปรึกษาที่ทนายคลายทุกข์และทีมงานทนายความว่า  ได้ไปซื้อบ้านจากโครงการบ้านเอื้ออาทรโครงการหนึ่ง  โดยมีเงื่อนไขว่า หากผ่านการกู้ของธนาคาร  จะต้องเริ่มผ่อนงวดแรก  ซึ่งเพื่อนสมาชิกเล่าว่า   ผมได้ผ่านเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด 

            ตกลงผ่อนงวดแรกเดือนธันวาคม 2551    ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ชำระเงินงวดแรกที่ตกลงไว้กับโครงการบ้านเอื้ออาทรก่อนเดือนธันวาคม  จึงติดต่อสอบถามไปที่เจ้าหน้าที่โครงการ  ได้รับคำตอบว่าเรื่องการส่งมอบกุญแจ  ยังไม่มีกำหนดที่ชัดเจน  ต้องรอไปก่อน  อ้างว่าทะเบียนบ้านยังไม่เรียบร้อย 

        ผลจากการที่ได้บ้านช้า  ทำให้เพื่อนสมาชิกต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น  เนื่องจากเสียค่าเช่าบ้านเดือนละประมาณ 2,500  บาทแล้ว  จะต้องผ่อนชำระบ้านเอื้ออาทรกับธนาคารอีก  เพื่อนสมาชิกจึงมีความประสงค์ต้องการเข้าไปอยู่ในบ้านให้เร็วที่สุด  เพื่อลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายออกไป

            คำแนะนำทนายคลายทุกข์และทีมงานทนายความ
            สัญญาจะซื้อจะขายข้อ 4  ระบุว่า  ก่อนส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญานี้ผู้ซื้อจะต้องยื่นคำร้องขอสินเชื่อ  จากสถาบันการเงินที่ผู้ขายจะแจ้งให้ทราบภายหลัง (ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า ธนาคาร)  เพื่อนำมาชำระราคา  ตามข้อ 2.2 ให้แก่ผู้ขาย  โดยคู่สัญญาตกลงกันว่าหากคุณสมบัติของผู้ซื้อไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาของธนาคารให้ถือว่า สัญญานี้เป็นอันยกเลิกทันทีโดยมิต้องบอกกล่าว  และผู้ขายจะคืนเงินจำที่ผู้ซื้อได้ชำระให้แก่ผู้ขายทั้งหมดโดยไม่มีดอกเบี้ย กรณีดังกล่าวไม่ถือว่าผู้ซื้อผิดสัญญา  และผู้ซื้อได้ปฏิบัติตามครบถ้วนแล้ว  ผู้จะขายต้องส่งมอบห้องชุดและกุญแจ หากฝ่าฝืนถือว่าผู้จะขายผิดสัญญา
            ซึ่งผู้ขายจะต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 461,462  มิฉะนั้นผู้จะซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ตามป.พ. มาตรา 391

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391  เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่
ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้
ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น
การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

มาตรา 461  ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อ

มาตรา 462  การส่งมอบนั้นจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้สุดแต่ว่าเป็นผลให้ทรัพย์สินนั้นไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อ


ข้อมูลบ้านเอื้ออาทร บ้านราคาประหยัดของคนงบจำกัด

          หลายคนอยากมีที่พักอาศัยเป็นของตัวเองแต่ก็ยังมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายไปกับการซื้อบ้านราคาแพง จึงต้องมองหาบ้านราคาถูกเอาไว้ครอบครอง โครงการบ้านเอื้ออาทร จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับคนอยากมีบ้านในราคาย่อมเยา แต่ก่อนที่จะไปมองหาซื้อบ้านเอื้ออาทรสักหลัง เรามาทำความรู้จักกับบ้านเอื้ออาทรกันก่อนดีกว่า ว่ามีข้อมูลอะไรน่าสนใจกันบ้าง เพื่อช่วยให้การตัดสินใจซื้อบ้านของคุณง่ายยิ่งขึ้นค่ะ..

          บ้านเอื้ออาทร

          บ้านเอื้ออาทร เป็นโครงการของรัฐบาลที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ให้สามารถซื้อที่พักอาศัยได้ในราคาย่อมเยา และใช้ชื่อโครงการว่า "บ้านเอื้ออาทร" ซึ่งอยู่ในความดูแลของ การเคหะแห่งชาติ ทั้งนี้โครงการบ้านเอื้ออาทรได้เปิดขายไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 และในปัจจุบัน (พ.ศ.2555) ก็มีการเปิดให้จองอีกครั้งโดยมีวิธีการจองดังนี้

          จองบ้านเอื้ออาทร

คุณสมบัติผู้จอง
- มีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ติด BLACK LIST หรือ เครดิตบูโรจากสถาบันการเงิน
- มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน
- สามารถรับภาระและเงื่อนไขการเช่าซื้อได้โดยผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากการเคหะแห่งชาติ

เอกสารที่ต้องใช้
- บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ หรือบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ (พร้อมสำเนา 1 ชุด)
- สำเนาทะเบียนบ้านของตนเองและคู่สมรส
- สำเนาทะเบียนสมรส หรือใบหย่า (ถ้ามี)
- หนังสือรับรองรายได้ตนเองและคู่สมรส  หนังสือรับรองรายได้จากหน่วยงาน  สลิปเงินเดือน หรือสำเนาบัญชีเงินฝาก
- เงินจอง 3,000 หรือ 6,000 บาท

เงื่อนไขในการเช่าซื้อ
- ห้ามการโอนสิทธิในสัญญาจะซื้อจะขาย หรือ เช่าซื้อภายในระยะเวลา 5 ปี
- ห้ามนำอาคารไปให้บุคคลอื่นอยู่อาศัยหรือเช่าช่วง หรือหากตรวจสอบพบภายหลังมีการแจ้งคุณสมบัติที่เป็นเท็จ
- จะถูกบอกเลิกสัญญา และริบเงินที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด
- กรณีชำระเป็นเงินสดทั้งหมด สามารถกระทำได้ แต่จะได้รับการโอนสิทธิหลังจากครบกำหนดการทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือเช่าซื้อ ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- เมื่อได้สิทธิแล้ว จะต้องผ่อนชำระเงินดาวน์ในระหว่างการก่อสร้างอาคารในอัตราเดือนละ 300 บาท เพื่อแสดงว่าเป็นผู้มีความประสงค์จะซื้ออาคาร และมีความสามารถในการผ่อนชำระ

แปลกแต่จริง! ที่ดินที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แค่ 0.1 ตารางวา

  ถ้าได้เป็นเจ้าของที่ดินสักผืน หลายคนคงเตรียมที่จะปลูกสร้างอะไรสักอย่างให้งอกเงย เช่น สร้างบ้าน สร้างหอพัก สร้างคอนโด เป็นต้น แต่ว่าถ้าที่ดินที่คุณมีอยู่ในครอบครองมีขนาดแค่ 0.1 ตารางวาเท่านั้นล่ะ จะทำอย่างไรกับที่ดินผืนนั้นดี? รายการวีไอพี (25 มิถุนายน) มีคำตอบมาฝากกันค่ะ เพราะจะพาไปรู้จักกับเจ้าของที่ดินผืนที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ว่าเขาเอาที่ดินผืนนั้นไปทำอะไร ถ้าอยากรู้ต้องไปติดตามกันเลย ..

       คุณศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร อดีตผู้บริหาร บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย คือผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินผืนเล็กที่สุดในประเทศไทยดังกล่าว โดยคุณศรีศักดิ์เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ที่ดินผืนนี้มีหลักฐานการครอบครองเป็นโฉนดที่ดินเหมือนกับที่ดินผืนอื่น ๆ ซึ่งครอบครัวของตนครอบครองโฉนดมา 51 ปีแล้ว

       ทั้งนี้เริ่มตั้งแต่ คุณแม่ของตนไปซื้อที่ดินผืนละ 100 ตารางวาเอาไว้ 1 ผืน แต่เมื่อถึงวันไปรับโฉนดกลับได้รับมา 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นที่ดิน 100 ตารางวาถูกต้องตามที่ซื้อ แต่อีกฉบับเป็นที่ดินขนาดเพียง 0.1 ตารางวาเท่านั้น คุณพ่อก็แปลกใจแต่ก็เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก เพราะเข้าใจว่าได้แถมมาก็ดี เมื่อตนเองเห็นโฉนดที่ดินผืนดังกล่าวจึงเอ่ยปากขอกับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อนำมาสร้างเป็นอนุสรณ์เขียนบอกเป็นที่ระลึกว่านี่คือผืนดินผืนที่เล็กที่สุดในประเทศไทย จากนั้นจึงนำโฉนดจำลองไปมอบให้กับกรมที่ดิน เพื่อเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน รวมทั้งมีการใส่กรอบสำเนาที่ดินผืนดังกล่าวเพื่อมอบให้กับกรมที่ดินเขตบางเขนอีกด้วย
ดยที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ในซอยรามอินทรา 8 แยก 4 มีขนาดเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียกว่าพื้นที่ชายธง โดยมีความยาว 1.36 เมตร (136 เซนติเมตร) ทั้งสองด้าน และมีฐานกว้าง 0.44 เมตร (44 เซนติเมตร) และหากคำนวณออกมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ก็จะมีขนาดเท่ากับ 63.245 x 63.245 เซนติเมตรนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีการก่อสร้างแท่นคอนกรีตเต็มพื้นที่ เพื่อจารึกไว้ว่าที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินที่เล็กที่สุดในประเทศไทย

         ขณะที่นายชัชวาล เชิดไชยศักดา เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครเขตบางเขน ก็ยืนยันว่าที่ดินผืนดังกล่าวเป็นที่ดินที่เล็กที่สุดในประเทศไทยจริง โดยเจ้าของเดิม 18 คน เคยร่วมกันซื้อที่ดินผืนใหญ่แล้วนำมาแบ่งกรรมสิทธิ์กันเป็น 21 แปลง ทำให้เหลือเศษที่ดินแปลงดังกล่าว ส่วนมูลค่าที่ดินผืนดังกล่าวจากการประเมินอยู่ที่แปลงละ 17,000 บาท แต่เนื่องจากขนาดของที่ดินมีเพียง 0.1 ตารางวา ทำให้มีมูลค่าอยู่ที่ 1,700 บาท นั่นเอง

          แหม! ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีผู้ที่ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินขนาดเล็กมาก ๆ แบบนี้ด้วย ใครอยากเห็นที่ดินที่เล็กที่สุดในประเทศไทยกับตาตัวเอง ก็สามารถแวะไปชมได้ที่ซอยรามอินทรา 8 แยก 4 เลยจ้ะ เจ้าของที่ดินเขาไม่หวง แถมยังภาคภูมิใจอีกด้วยล่ะ ใครได้แวะไปมาแล้วอย่าลืมแชะภาพมาฝากกันเป็นที่ระลึกด้วยนะจ๊ะ

ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/72985 

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การผังเมืองคืออะไร

การผังเมือง   หมายความว่า  การวาง จัดทำและดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมืองรวมและ  ผังเมืองเฉพาะในบริเวณเมืองและบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบท  เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองในอนาคต  และการกำหนดแนวทางดังกล่าวยังต้องคำนึงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงาม การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ความปลอดภัย  สวัสดิภาพของสังคม  สิ่งแวดล้อม  ตลอดจนการดำรงรักษาหรือบูรณะสถานที่ที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม  สถาปัตยกรรม  ประวัติศาสตร์  และโบราณคดีอีกด้วย

ประชาชนควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับผังเมือง


                ผังเมืองเป็นเครื่องช่วยสนับสนุนให้รัฐและเอกชนบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ในการพัฒนาเมืองร่วมกัน  ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนร่วมในการทำให้เป้าหมายต่างๆ กลายเป็นจริงขึ้นมา  ได้แก่การสนับสนุนทางด้านงบประมาณและการที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการวาง ผังเมืองนั้น แต่เนื่องจากขั้นตอนในการวางผังเมืองมีความสลับซับซ้อน  จึงต้องใช้เวลานานในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบ  กฏหมายได้กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน  ดังนี้

                1.  เมื่อจะมีการวางผังเมืองรวม  ณ ท้องที่ใดตามกฏหมายระบุให้ต้องมีการปิดประกาศเพื่อแจ้งให้ประชาชนได้ทราบ ว่า  จะมีการวางและจัดทำผังเมือง  ณ  ท้องที่นั้น  ประชาชนในท้องที่    ดังกล่าวสามารถมีส่วนร่วมในการดำเนินการได้  โดยการให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการวางและจัดทำผัง ขั้นตอนนี้พอจะเปรียบเทียบกับงานออกแบบบ้านได้ว่าประชาชนในท้องที่ที่จะวาง ผังก็คือ เจ้าของบ้านหรือผู้ใช้อาคาร  ซึ่งควรจะชี้แจงความต้องการต่างๆ ของข้อมูลสมาชิกในครอบครัวให้สถาปนิกทราบ  เพื่อจะได้เป็นแนวนโยบายในการออกแบบให้ถูกวัตถุประสงค์ในการใช้สอยอาคารของ เจ้าของนั้นเอง

                2.   ในระหว่างการวางผัง  ซึ่งจะต้องมีการสำรวจเก็บข้อมูล  วิเคราะห์  วิจัย  เจ้าหน้าที่ผู้วางผังจะเข้าพบคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวม  ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานประกอบด้วยผู้แทนองค์การบริหารส่วนท้อง ถิ่นผู้แทนส่วนราชการต่างๆ และบุคคลอื่นๆ ซึ่งถือว่าคือส่วนหนึ่งของตัวแทนประชาชน  เพื่อขอทราบแนวนโยบายและความต้องการของท้องถิ่น  เมื่อวางผังเบื้องต้นเสร็จแล้วก็จะต้องนำผังนั้นไปปิดประกาศและประชุมรับฟัง ข้อคิดเห็นของประชาชนไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการดำเนินการช่วงนี้ได้โดยการเข้าร่วมประชุมเพื่อ รับฟังและแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม  ผู้วางผังก็จะนำความคิดเห็นและความต้องการต่างๆ นั้นไปประมวลกับหลักวิชาการเพื่อพิจารณาจัดวางผังเมืองให้เหมาะสมกับสภาพของ ท้องถิ่นและความต้องการของชุมชนนั้นๆ

                3.  เมื่อวางผังเสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะนำผังเสนอให้คณะกรรมการผังเมือง ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิจารณาให้ความเห็นชอบ  เมื่อผังได้รับความเห็นชอบแล้ว จะต้องนำผังไปปิดประกาศในท้องที่ที่ทำการวางผังเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน  เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปตรวจดูแผนผังและข้อกำหนดของผัง  ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารร้องขอให้แก้ไข  หรือเปลี่ยนแปลง  หรือยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองนั้นๆ โดยทำเป็นหนังสือถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้วางและจัดทำผังนั้น

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กระบวนทัศน์ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองในประเทศไทย


สรุปผลสัมมนาวิชาการนานา ชาติ“กระบวนทัศน์ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองในประเทศไทย” จัดโดย การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ Pacific Rim Council on Urban Development (PRCUD) วันที่ 11-13 มีค. 56
การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ Pacific Rim Council on Urban Development (PRCUD) จัดการสัมมนวิชาการนานาชาติขึ้น ในโอกาสครบรอบ 4 ทศวรรษแห่งการก่อตั้งการเคหะแห่งชาติ ในหัวข้อ “กระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองในประเทศไทย (New Paradigm of Housing and Urban Development in Thailand)” ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการสัมมนา รวมทั้งหมดประมาณ1,400 คน ณ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ (BCC Hall) ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานเปิด การสัมมนา ฯในวันแรก และนายศุภฤกษ์ หงษ์ภักดี รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานปิดการสัมมนาฯในวันสุดท้าย
นางอำภา รุ่งปิติ รักษาการแทนผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า รูปแบบการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการสัมมนาโต๊ะกลม มีการอภิปรายระหว่างผู้เชี่ยวชาญนานาชาติจากPRCUD กับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย ซึ่งนับว่างานสัมมนาประสบความสำเร็จและลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิธีการดำเนินการเครื่องมือและกลไกต่างๆ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาที่อยู่และพัฒนาเมืองอย่างกว้างขวางโดยผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายไทย และ PRCUD ล้วนมีความรู้และมีประสบการณ์ทำงานด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาเมือง เป็นอย่างดี จึงร่วมกันอภิปราย เสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน ประเด็นที่ควรพิจารณา รวมทั้งข้อควรระวังในการนำแนวทางการดำเนินงานจากบทเรียนที่ได้รับจากหลาย ๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง เวียดนาม ทั้งมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นอย่างดีใน 5 หัวข้อหลัก คือ 1. การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยตามแนวทางการพัฒนาตามโครงข่ายคมนาคมและโครง สร้างขั้นพื้นฐาน(Transit-Oriented Development หรือ TOD) 2. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน(Public-Private Partnership หรือ PPP) 3. การบริหารจัดการเพื่อรองรับภาวะอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience form Flooding Climate Change) 4. การเงินเพื่อที่อยู่อาศัย (Housing Finance and Affordability) 5. การพัฒนาเมือง การวางผังเมือง และการพัฒนาระบบบริการขั้นพื้นฐานของเมือง (Metropolitan Land Use and Infrastructure Planning)
สำหรับบทสรุปของข้อเสนอแนะใน 5 หัวข้อมีดังนี้คือ
1.การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยตามแนวทางการพัฒนาตามโครงข่ายคมนาคมและโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)
การเคหะแห่งชาติควรขยายอาณาเขตพื้นที่ เพื่อให้เชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ควรขอเพิ่มการกำหนดสัดส่วนพื้นที่อาคารให้มีความหนาแน่น (FAR Bonus) จากผังการใช้ประโยชน์ที่ดินของกรุงเทพมหานครที่จะประกาศใช้เร็วๆนี้ พื้นที่ที่จะพัฒนาบริเวณๆ รอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนั้น และควรขยายอาณาเขตพื้นที่สถานีเพื่อจัดให้มีสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ พาณิชยกรรม สันทนาการ และสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ โดยรอบ สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติบริเวณใกล้สถานีควรจำกัด พื้นที่จอดรถ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยใช้ระบบขนส่งมวลชน พัฒนาพื้นที่ให้สามารถเดินเชื่อมต่อกันได้ การเคหะแห่งชาติควรส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดให้มีการพัฒนาที่ อยู่อาศัยที่มีความสมดุลกับแหล่งงาน พร้อมทั้งเสนอให้การเคหะแห่งชาติจัดทำโครงการนำร่อง
การเคหะแห่งชาติควรซื้อที่ดิน ใกล้กับบริเวณสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รวมทั้งพัฒนากลไกด้านการเงิน เช่นการอุดหนุนข้ามกลุ่มรายได้(Cross - Subsidization) การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนธนาคารที่ดิน เป็นต้น สำหรับการพัฒนาที่ดินบริเวณสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนนั้น
2. การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnershipหรือ PPP)
เนื่องจากกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะมีการนำใช้ใน เร็วๆนี้ สำหรับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในเรื่องที่อยู่อาศัยนั้นเป็น เรื่องใหม่ การเคหะแห่งชาติควรจะต้องทำความเข้าใจถึงบทบาท และธรรมชาติของธุรกิจอย่างถ่องแท้ เช่น การเจรจาการกำหนดราคา การอุดหนุนและภาษี การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นหุ้น ส่วนในระยะยาว ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในการดำเนินการทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องมีความยืดหยุ่น สร้างแรงจูงใจมากกว่าการควบคุม การเคหะแห่งชาติควรจัดให้มีการดำเนินโครงการนำร่อง กรณีศึกษาเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เป็นแบบอย่างที่ดีของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาที่ อยู่อาศัยบริเวณพื้นที่บริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
3.การบริหารจัดการเพื่อรองรับภาวะอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Resilience from Flooding Climate Change)
การเคหะแห่งชาติควรนำวิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554 มาเป็นโอกาสในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปัญหาอุทกภัย การบริหารจัดการน้ำ เช่น การปรับปรุงทางน้ำ การจัดให้มีพื้นที่โล่งและเมืองสีเขียว การจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน ผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนา สถาบันการเงิน รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการวางแผนชุมชนที่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ การเคหะแห่งชาติควรจัดทำโครงการนำร่องเพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้ รับ และควรริเริ่มให้มีการรณรงค์และจัดทำแผนการส่งเสริมที่อยู่อาศัยและการพัฒนา เมืองสีเขียวสำหรับประเทศไทยในอนาคต
4. การเงินเพื่อที่อยู่อาศัย (Housing Finance and Affordability)
ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะมีการจัดทำนโยบายที่อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติควรมีบทบาทในการกำหนดนโยบายที่อยู่อาศัยของประเทศ การก่อสร้างที่อยู่อาศัย หมายถึงการสร้างงานและการจ้างงาน มีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10–15 การก่อสร้างที่อยู่อาศัยไม่ใช่เป็นเรื่องของการจัดให้มีอุปทานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตั้งถิ่นฐาน และการจัดระเบียบชุมชนด้วย การเคหะแห่งชาติควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำกิจการความรับผิดชอบต่อสังคมของ บริษัทสำหรับการจัดให้มีที่อยู่อาศัยแก่พนักงาน และลูกจ้าง และควรร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินให้มากขึ้น การเคหะแห่งชาติควรดำเนินการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาขาย ระหว่าง 500,000 - 1,000,000.- บาท บริเวณโดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนซึ่งภาคเอกชนยังไม่ได้ดำเนินการพัฒนา โดยนำใช้เครื่องมือด้านการพัฒนากายภาพและการเงินมาปรับใช้
5. การพัฒนาเมือง การวางผังเมือง และการพัฒนาระบบบริการขั้นพื้นฐานของเมือง(Metropolitan Land Use and Infrastructure Planning)
ปัจจุบันเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่มีลักษณะค่อนข้างซับซ้อนมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน จึงควรทำการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ควรพิจารณาให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนทั้งในส่วนสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ เพื่อนำมูลค่า ที่เพิ่มขึ้นนั้นมากระจายคืนสู่ภาคประชาชน การเคหะแห่งชาติควรเจรจากับกรุงเทพมหานครเพื่อขอเพิ่มอัตราความหนาแน่นของ ประชากรต่อพื้นที่ (FAR Bonus) ก่อนที่ผังการใช้ประโยชน์ที่ดินฉบับใหม่จะประกาศใช้ในเร็ว ๆ นี้ ปัจจุบันนโยบายการพัฒนาเมืองยังขาดความชัดเจนอาจจะต้องมีการพัฒนาถึงรูปแบบ เมืองหลายศูนย์กลาง และเชื่อมโยงโดยระบบขนส่งมวลชน นโยบายการกระจายความเจริญของกรุงเทพมหานครอาจทำให้เกิดปัญหาแหล่งงาน และพื้นที่ที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึง
ผลการสัมมนาในครั้งนี้ การเคหะแห่งชาติจะนำมาประยุกต์ใช้ โดยจะขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคที่จะต้องร่วมมือกัน เพื่อให้มีการบูรณาการพัฒนาที่อยู่อาศัยกับการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์และ ชาญฉลาด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทศวรรษหน้าของประเทศไทย

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิต

วิถีชีวิตของมนุย์ในแต่ละสังคม  ย่อมมีความแตกต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ  เช่น  สภาพภูมิประเทศ  ภูมิอากาศ  เป็นต้น  ดังนั้นเราจะศึกษาเรื่องการตั้งถิ่นฐาน  ดังต่อไปนี้
     ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิต
          ปัจจัยทางภูมิศาสตร์  หมายถึง  ลักษณะภูมิประเทศ  ลักษณะภูมิอากาศ  และทรัพยากรธรรมชาติ  ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้คน  ส่วนปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมนั้นเป็นปัจจัยที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันเป็น ชุมชน  เป็นหมู่บ้านในแต่ละท้องถิ่น  ซึ่งมีการสร้างสรรค์  กฎระเบียบ  ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเชื่อในสังคมร่วมกัน
          สำหรับปัจจัยทางภูมิศาสตร์อันได้แก่  สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาตินั้น  มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์  เช่น  นิสัยใจคอ  ความคิด  อารมณ์  ตลอดจนการเลือกประกอบอาชีพต่าง ๆ ซึ่งสิ่งแวดล้อมดังกล่าวทำให้มนุษย์เกิดการปรบตัว  หรือปรับพฤติกรรมของตนเอง  เช่น
          1.  การที่โลกกลมและโคจรรอบดวงอาทิตย์  ทำ ให้เกิดเวลากลางวัน  กลางคืน  และทำให้เกิดฤดูกาล  มนุษย์จึงปรับพฤติกรรมของตนเอง  โดยนอนในเวลากลางคืน  ทำงานในเวลากลางวัน  และสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ในฤดูหนาว  เป็นต้น
          2.  สภาพภูมิประเทศ  ทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำประกอบอาชีพการเพาะปลูก  ส่วนบริเวณที่แห้งแล้งประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์  เป็นต้น
          3.  ภูมิอากาศ  มีผลต่อการประกอบอาชีพ  และการแต่งกาย  เป็นต้น  เช่น  ในภาคเหนือมีอากาศหนาว  จึงมีการประกอบอาชีพปลูกพืชเมืองหนาว  และมีการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหนา ๆ เป็นต้น
          4.  ทรัพยากรธรรมชาติ  จะแตกต่างกันไปในแต่ ละท้องถิ่น  ทำให้การประกอบอาชีพ  และการดำเนินชีวิตของผู้คนแตกต่างกันไปด้วย  เช่น  ในแถบภาคเหนือมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์จึงมีอาชีพเก็บของป่า  ล่าสัตว์  และทำอุตสาหกรรมไม้แปรรูป  ส่วนภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีดินอุดมสมบูรณ์  จึงมีการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หลักฮวงจุ้ยกับการแต่งและเลือกชั้นคอนโดฯ

นอกจากของตกแต่งห้องจะบอกถึงบุคลิกของผู้เป็นเจ้า ของแล้ว น่าจะดีกว่าหากได้เลือกสิ่งที่ชอบ แถมยังเป็นมงคลต่อชีวิตและที่พักอาศัยด้วย โดยเฉพาะคนขี้เหงาในเมือง ที่มักจะเลือกพักที่คอนโดฯ เสียส่วนใหญ่ หนึ่งในวิธีคลายเหงาของพวกเขาคือการหมดเวลาไปกับการเลือกของมาตกแต่งห้อง ซึ่งนับเป็นอีกวิธีที่สร้างความสุขได้ไม่น้อย

     แต่ก่อนที่จะเลือกของตกแต่งเพื่อเสริมมงคลให้ห้องนั้น มีคนสงสัยกันมากว่าฮวงจุ้ยระหว่างคอนโดฯ กับบ้านต่างกันหรือไม่ ขอบอกตรงนี้เลยว่าต่างกัน โดยจุดแตกต่างจะมีอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ ชัยภูมิที่ตั้งคอนโดฯ จะมีการแยกระดับชั้นอย่างเด่นชัด และมีการแบ่งแยกห้องเป็นส่วนตัวค่อนข้างเด็ดขาด ซึ่งคำถามที่ฮอตฮิตที่สุดก่อนซื้อคอนโดฯ ก็คือ อยู่ชั้นไหนจึงจะถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย และเป็นมงคลต่อชีวิตมาก

     ในการเลือกชั้นคอนโดฯ นั้น มีอยู่หลายแบบ ขึ้นกับการเลือกใช้ “ระบบฮวงจุ้ย” ว่าจะเลือกระบบใด ซึ่งสามารถมองในภาพรวมได้ 2 แบบ ใหญ่ๆ คือเลือกโดยการดูพลังของธรรมชาติภายนอกแบบโดยรวม หรือที่เรียกว่า ยุค เป็นหลัก และการเลือกโดยดูจากตัวบุคคล เช่นการใช้ ปีเกิด เป็นหลัก

     สำหรับหลักการเลือกชั้นคอนโดฯ ตามยุค ในหลักการของยุค ทั้ง 5 จะมีการแบ่งรอบปี 60 ปี หรือ 60 กะจื้อ ออกเป็น 5 กลุ่มธาตุ คือ ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ ธาตุไฟ โดยช่วงปี พ.ศ. 2539-2550 จะจัดอยู่ในยุคธาตุไฟ ส่วนช่วงปี พ.ศ. 2551-2562 จะจัดอยู่ในยุคธาตุไม้ ซึ่งชั้นของอาคารที่รุ่งเรืองในช่วง พ.ศ. 2539-2550 ได้แก่ ชั้นที่ลงท้ายด้วยเลข 0, 2, 5, 7 เช่น ชั้นที่ 2, 5, 7, 10, 12, 15, 17 เป็นต้น ส่วนชั้นของอาคารที่รุ่งเรืองในช่วง พ.ศ. 2551-2562 ได้แก่ ชั้นที่ลงท้ายด้วยเลข 2, 3, 7, 8 เช่น ชั้นที่ 2, 3, 7, 8, 12, 13, 17, 18 เป็นต้น

     ส่วนหลักการเลือกชั้นคอนโดฯ ตามปีเกิดนั้น สามารถสังเกตได้ ดังนี้ ปีชวดคือธาตุน้ำ ปีฉลูคือธาตุดิน ปีขาลคือธาตุไม้ ปีเถาะคือธาตุไม้ ปีมะโรงคือธาตุดิน ปีมะเส็งคือธาตุไฟ ปีมะเมียคือธาตุไฟ ปีมะแมคือธาตุดิน ปีวอกคือธาตุทอง ปีระกาคือธาตุทอง ปีจอคือธาตุดิน ปีกุนคือธาตุน้ำ โดยเลือกชั้นที่พลังธาตุเป็นธาตุเดียวกัน หรือมาช่วยส่งเสริมกัน โดยใช้หลักแห่งธาตุทั้งห้า หรือเบญจธาตุ

     โดยสามารถแบ่งได้เป็น ปีชวด ควรอยู่ชั้นที่ 1,6,4,9 ปีฉลู ควรอยู่ชั้นที่ 2,7,5,10 ปีขาล ควรอยู่ชั้นที่ 3,8,1,6 ปีเถาะ ควรอยู่ชั้นที่ 3,8 1,6 ปีมะโรงควรอยู่ชั้นที่ 2,7,5,10 ปีมะเส็ง ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 3, 8 ปีมะเมีย ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 3, 8 ปีมะแม ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 5, 10 ปีวอก ควรอยู่ชั้นที่ 5, 10, 4, 9 ปีระกา ควรอยู่ชั้นที่ 5, 10, 4, 9 ปีจอ ควรอยู่ชั้นที่ 2, 7, 5, 10 ปีกุน ควรอยู่ชั้นที่ 4, 9, 1, 6 ทั้งนี้ เลขชั้นดังกล่าว หมายถึงเลขลงท้ายของแต่ละชั้น อาทิ เลข 1 หมายถึง ชั้นที่ 1, 21, 31, 41

     ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของการเลือกของมาตกแต่งห้องให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยกัน บ้าง โดยลองหาภาพวาด หรือลวดลายพื้นกระเบื้อง หรือผ้าม่านที่เป็นรูป “ดอกไม้” เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งจะส่งผลให้ชีวิตเบ่งบาน สำราญใจ ด้วยมีสีสันเข้ามาประดับเส้นทางชีวิตให้สดใสนั่นเอง

     รูป “ระลอกน้ำ” จะนำพามาซึ่งความสบายใจ ส่งผลให้ไม่ว่าเจ้าของห้องจะเจอะเจอเรื่องใดมาก็ตาม หากได้เห็น ภาพนี้แล้วจะรู้สึกใจเย็นขึ้น มีสติ คิดรอบคอบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อชีวิตในระยะยาว

     ส่วนรูป “เหรียญทอง” จะนำพามาซึ่งชัยชนะ การไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ หรืออาจหา “ปลาทอง” มาเลี้ยงในตู้กระจก หรือโถแก้ว เพื่อเรียกโชคลาภ เงินทอง เพื่อความร่ำรวย มีกินมีใช้ตลอดไป ไม่ตกอับยากจน รวมทั้ง “ฮก ลก ซิ่ว” อันเป็นมงคลยิ่ง ควรตั้งไว้บนชั้นในห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น เพื่อเสริมบารมีชีวิต

     พูดถึงห้องนั่งเล่นก็อดจะกล่าวถึงลักษณะทางฮวงจุ้ยที่ดีของการตกแต่งห้อง นั่งเล่นไม่ได้ โดยหลักคร่าวๆ ก็คือ ควรเลือกโทนสีการตกแต่งให้เป็นโทนสีที่สมาชิกภายในครอบครัวชอบ เพราะสีสันถือเป็นพลังงานที่มีผลกระทบกับผู้อยู่อาศัยน้อยกว่ากระแสอากาศมาก หากเลือกสีสันที่ชอบจะเป็นผลดีในเชิงจิตใจมากกว่า ทั้งนี้ ยังสามารถตกแต่งห้องนั่งเล่นให้เน้นความสัมพันธ์ประจำปีได้ โดยในปี พ.ศ. 2551 นี้ อยู่ที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ควรนำต้นไม้ที่มีใบชนิดแช่น้ำไปตั้งอยู่ในพื้นที่นั้น ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

     เมื่อทราบถึงของแต่งห้องอันเป็นมงคลต่อชีวิตแล้ว ก็อยากให้ทราบถึงของที่ไม่ควรนำมาแต่งห้อง ได้แก่ ภาพวาด หรือลวดลายพื้นกระเบื้อง ผ้าม่านหรือพรมที่เป็นรูป “งู” เพราะงูเป็นสัญลักษณ์ของความอาฆาต ซึ่งส่งผลให้หมกมุ่นอยู่กับอารมณ์โกรธ และยังเป็นเครื่องหมายของตัณหาราคะ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องนั้นฝักใฝ่แต่เรื่องโลกีย์

     ส่วนคนที่ชื่นชอบ “นาฬิกาทราย” ชอบได้ แต่อย่านำมาไว้ที่ห้องจะดีกว่า เพราะนาฬิกาทรายจะมีลักษณะของการไหลเวียนอยู่เรื่อยๆ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องนั้นต้องเผชิญกับการงาน หน้าที่ต่างๆ รวมทั้งภารกิจอันหนักอึ้ง ทำให้เหนื่อยและต้องทำอย่างรีบเร่งจนไม่มีเวลาพักผ่อนอย่างสุขสบายเลย

     หากใครชอบแก้บนด้วย “ม้าลาย” ก็ให้ใช้เฉพาะกับการแก้บน หรือทำอย่างอื่น แต่ไม่ควรนำมาแต่งห้อง เพราะจะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยและคนร่วมห้องมีแต่เรื่องแตกแยกกัน และจะไม่มีโชคลาภเข้ามาหาเลย

     ของตกแต่งห้องที่เป็นรูป “จระเข้” ก็เช่นกัน เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ซึ่งจะทำให้อับโชค และมีคนคอยคิดมุ่งร้ายต่อคุณและคนในครอบครัว

     สุดท้ายคือของแต่งห้องรูป “หนู” ไม่ควรนำมาแต่งห้อง เพราะมีความหมายไม่เป็นมงคลเช่นกัน เนื่องจากจะทำให้ถูกหักหลัง หรือถูกหลอกลวงจากคนนอกที่อาจมาฉกฉวยโอกาสหาผลประโยชน์เอาเปรียบได้ง่าย

     แนะนำกันพอสังเขป สำหรับในชีวิตจริงไม่ว่าจะอาศัยอยู่ชั้นใดของคอนโดฯ ก็ตาม หากปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว สิ่งไม่ดีทั้งหลายจะแพ้ไปเอง พึงระวังการนำของตกแต่งที่ไม่ดีออกไป เพื่อมงคลแก่ชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและการทำความดีคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะต่อให้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยแค่ไหน แต่ถ้าในแต่ละวันปล่อยจิต ละเลยใจ ชีวิตก็จะพบแต่ความยุ่งเหยิง

ข้อมูลโดย : nanapaint.com